Harry Potter and the Sorcerer’s Stone

ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์


  


Production - เรื่องย่อ และโปรดักชั่น

Production - เรื่องย่อ และโปรดักชั่น

เป็น เวลากว่า 4 ปี มาแล้วที่เด็กๆ เฝ้าฝันถึงความฝันอันวิเศษสุด ความฝันที่บอกเล่าเรื่องราวของเหล่าพ่อมดและพวกก็อบลิน ฝันถึงโทรล์ที่น่ากลัวกับยูนิคอร์นสีขาวอันแสนงาม ฝันถึงไข่มังกรกับนกฮูกสื่อสาร ฝันถึงไม้กวดบินได้กับยาพิษ ฝันถึงจอมโอหังกับงูยักษ์ ฝันถึงเด็ก ๆ ผู้หาญกล้ากับคู่อริวายร้าย ตลอดจนอักขระโบราณอันแสนลึกลับที่ช่วยให้คนดีเอาชนะคนเลวได้ ซึ่งเรื่องราวต่างๆ นี้มีอยู่ในหนังสือที่ชื่อว่า Harry Potter

และ บัดนี้ ความฝันที่เกิดจากจินตนาการอันบรรเจิดของทุกผู้คน ที่ได้รู้จักเรื่องราวในโลกของเวทมนตร์ผ่านตัวหนังสือ ก็ได้กลายเป็นความจริงแล้วเมื่อ Warner Bros. ร่วมมือกับ AOL Time Warner นำ Harry Potter มาสู่จอภาพยนตร์ โดยใช้ชื่อว่า Harry Potter and the Sorcerer’s Stone

Harry Potter and the Sorcerer’s Stone สร้างจากนิยายสำหรับเด็กปี 1997 ของ เจ เค โรว์ริ่ง ซึ่งเวอร์ชั่นหนังสือนั้นได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ในโลกมากมายถึง 47 ภาษา และมีวางจำหน่ายทั่วโลก ด้วยยอดพิมพ์กว่า 110 ล้านเล่ม ซึ่งตอนที่หยิบยกมาทำเป็นภาพยนตร์นั้นเป็นเพียงตอนที่ 1 ใน 7 ตอนของนิยายในโลกพ่อมดนี้เท่านั้น

ในส่วนของภาพยนตร์นั้น ได้ สตีฟ โคลฟส์ (Wonder Boys) มาทำหน้าที่เขียนบทภาพยนตร์ โดยมี คริส โคลัมบัส ที่มารับบทตัวเอกของเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั้น คือ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ นักแสดงหน้าใหม่วัย 11 ปี ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการคาดหมายว่าจะใช้ทุนสร้างสูงถึงกว่า 125 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ทั้งนี้จากการร่วมมือกันของยักษ์ใหญ่อย่าง Warner Bros. และ AOL Time Warner ซึ่งคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Harry Potter จะเป็นภาพยนตร์ที่มีการสร้างต่อเนื่องอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้ Batman เลยทีเดียว

ความคิดที่จะนำ Harry Potter ขึ้นจอนั้น เริ่มมาตั้งแต่ 4 ปีก่อน จากชายคนหนึ่งที่แทบไม่เคยนึกอยากทำหนังครอบครัวขึ้นมาเลยสักเรื่อง จนเมื่อปี 1997 เดวิด เฮย์แมน อดีตผู้บริหาร สตูดิโอในฮอลลีวูดที่ผันกายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับหนังอินดีเปี่ยม คุณภาพอย่าง Juice, The Daytrippers และ Ravenous ได้เดินทางจากอเมริการกลับลอนดอนเพื่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ของตนเองขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า Heyday Films โดยจุดประสงค์เพื่อสร้างภาพยนตร์นานาชาติให้กับทั้งทางยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งการเดินทางไปลอนดอนในครั้งนั้นก็เพื่อหาหนังสือเด็กดีๆสักเล่ม ที่จะนำมาทำเป็นภาพยนตร์สักเรื่อง ซึ่งเรื่องแรกที่เขาหมายตาไว้ก็คือ The Orge Down stairs ของ ไดอานา วีนน์ โจนส์ ซึ่งขณะเดียวกันนั้น หัวหน้าฝ่ายพัฒนาของเขาที่ Heyday Films ทันยา ซีแกตเชน ก็ได้เจอกับหนังสือเด็กอีกเรื่องที่ขายดีติดอันดับหนึ่งในสหราชอาณาจักร โดยที่ตอนนั้นยังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่ง “ตอน นั้นทางเอเยนต์ได้ส่งหนังสือมาให้ผู้ช่วยของผม นิชาได้อ่านตลอดวีคเอนด์ แล้วเธอก็เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับเรื่องราวในหนังสือมันเป็นอะไรที่น่าสนในมาก จนผมต้องนั่งอ่านหนังสือเล่มนั้นในเย็นวันนั้นเลย มีอะไรหลายอย่างในหนังสือเล่มนั้นที่จับใจผม และผมก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่วิเศษมาก พร้อมกับเริ่มต้นติดต่อเรื่องลิขสิทธิ์ในเช้าวันต่อมาเลยทีเดียว” ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าวก็คือ Harry Potter and the Philosopher’s Stone นั่นเอง

ใน Harry Potter ตอนนี้ จะเป็นเรื่องราวของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ หนุ่มน้อยกำพร้าวัย 10 ปี ที่อาศัยอยู่กับป้าและลุงใจร้าย บวกเพิ่มด้วยลูกชายจอกเกเรอีกหนึ่งนาย หลังจากพ่อแม่ตายตั้งแต่เขายังจำความอะไรไม่ได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแม่ของ แฮร์รี่นั้นเป็นแม่มด ส่วนพ่อของเขาก็คือพ่อมดตัวจริง และทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุที่คนทั้งคู่เสียชีวิตก็เนื่องจากการกระทำของพ่อมดฝ่ายอธรรมที่มีชื่อ ว่า ลอร์ด โวลเดอร์มอร์ ซึ่ง โวลเดอร์มอร์ เองก็ตั้งใจจะฆ่าแฮร์รี่เช่นกัน และแม้ว่าเขาจะทำไม่สำเร็จ จนต้องหลบลี้หนีหายไป แต่ก็ได้ทิ้งรอยแผลเป็นรูปสายฟ้าไว้บนหน้าผากของแฮร์รี่ด้วย จวบจนแฮร์รี่อายุได้ 11 ปี ความจริงทั้งหมดก็ถูกเปิดเผย และเขาก็ได้รับการตอบรับให้เข้าเรียน ในโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอดส์ (Hogwarts School of Witch craft and Wizardry) สถาบันการศึกษาเวทมนตร์เก่าแก่ที่มีอายุกว่า 1,000 ปี ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในที่ๆ มนุษย์ธรรม (หรือที่โลกเวทมนตร์เรียกว่า “พวกมักเกิล”) ไม่สามารถมองเห็นได้
และเมื่อเข้าเรียน แฮร์รี่ก็ได้รับเลือกให้อยู่ในบ้านหนึ่งในสี่หลังของฮอกวอตส์ที่ชื่อ “กริฟฟินดอร์” แฮร์รี่ มีเพื่อนสนิทคือ รอน วีสลีย์ และเฮอร์ไมโอนี แกรนเจอร์ ต่อมา แฮร์รี่ได้เป็นถึง “ซีกเกอร์” ในทีมควิดดิชของบ้านกริฟฟินดอร์ (ควิดดิชเป็นเหมือนการกีฬาที่ผสมผสานระหว่างฟุตบอลกับรักบี้ และจะเล่นโดยการขี่ไม้กวาดอยู่บนอากาศ) ซึ่งในฮอกวอตส์นั้น แฮร์รี่ได้เรียนรู้อะไรมากมาย จนแทบจะเปรียบได้ว่า เขาเป็นลุค สกายวอล์กเกอร์ ในอีกเวอร์ชันหนึ่งได้เลยทีเดียว

หลังจากอ่านหนังสือเรื่องนี้แล้วผู้อำนวยการสร้ายเฮย์แมนก็ประทับใจขึ้นมาทันที “มันก็เป็นเรื่องของมนุษย์นั่นแหละ แต่คนละแง่มุมกัน” เฮย์แมนกล่าว “แฮร์ รี่สามารถเป็น “ใครก็ได้” เขาเป็นเด็กกำพร้ามาจากบ้านที่ขาดความอบอุ่น ไม่ได้รับการศึกษาสูงส่งมาจากที่ไหนยิ่งไปกว่านั้น ฮอกวอตส์ยังเป็นโรงเรียนที่เราทุกคนฝันอยากจะเข้าเรียนด้วยกันทั้นนั้น แต่หนังสือเล่มนี้ก็เขียนขึ้นแบบไม่ได้เศร้าสะเทือนในอะไรเลย มันมีประเด็นของมัน แล้วมันก็สุกอย่างเหลือเชื่อด้วย ที่สำคัญต้องใช้จินตนาการล้ายๆ เชียวล่ะซึ่งทั้งหมดที่ว่ามา ก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผมถึงชอบหนังสือเล่มนี้มากขนาดนั้น”

จาก นั้นไม่นาน เฮย์แมนก็ติดต่อกับโรว์ริ่ง ผู้เขียน และหลังจากตอนที่สองของ Harry Potter ที่มีชื่อเรืองว่า Harry Potter and the Chamber of Secrets ออกจำหน่ายในประเทศอังกฤษแล้ว เฮย์แมนก็เสนอโปรเจ็กต์นี้ต่อ Warner Bros. ทันทีและก็มีข่าวว่า พวกเขาติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ของหนังสือทั้ง 2 ตอนนี้เพื่อนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วยราคาถึง 700,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย พวกเขาก็ต้องค้นหามือเขียนบทภาพยนตร์ ที่จะทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ ซึ่งในขณะนั้นโรคคลั่งแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ระบาดอยู่ในสหราชอาณาจักรได้เริ่มลุกลามไปยังสหรัฐอเมริกาบ้างแล้ว

และ แล้ว สตีฟ โคลฟส์ ก็ก้าวเข้ามา โคลฟส์เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในฐานะผู้เขียนบทผู้กำกับของภาพยนตร์ยอดนิยม ปี 1989 เรื่อง The Fabulous Baker Boys เมื่อต้นปี 1999 โคลฟส์ได้รับการติดต่อจาก Warner Bros. ให้เป็นผู้ทำหน้าที่ดัดแปลงหนังสือเล่มหนึ่ง “ผมแทบจะไม่เคยอ่านมันเลยด้วยซ้ำ” โคลฟส์กล่าว “แต่ก็ได้ยินเกี่ยวกับ Harry Potter and the Philosopher’s Stone มาบ้างเหมือนกัน” และหลังจากได้อ่านแล้วโคลฟส์ก็หลงใหลได้ปลื้มกับเรื่องราวในหนังสือเช่นกัน เพียงไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้รับประทานอาหารกลางวันกับเฮย์แมนและผู้บริหารของ สตูดิโอ “ไม่น่าเชื่อเลยว่า ผมจะตื่นเต้นกับการพบปะครั้งนี้ได้ขนาดนี้” โคลฟส์เล่าถึงตอนที่ขาได้พบกับโรว์ลิ่งเป็นครั้งแรก “ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้พบเธอ แต่ก็ไม่อยากให้เธอคิดว่า ผมจะทำให้ตัวละครของเธอต้องเละเทะไปหรอกนะ”

เป็นที่น่าขันมาก เมื่อจริงๆแล้วโรว์ลิ่งเองก็กำลังวิตกเรื่องนั้นอยู่เช่นกัน “ฉันพร้อมที่จะรู้สึกเกลียดอีตาสตีฟ โคลฟส์นี้อยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ จริงๆ นะ เพราะฉันคิดว่าเขาจะเป็นคนทำลายเด็กๆ ในหังสือของฉันน่ะสิ” โรว์ลิ่งกล่าว “ครั้ง แรกที่เราพบกัน เขาบอกกับฉันว่า ‘คุณทราบมั้ยครับ ว่าตัวละครโปรดของผมคือใคร’ ฉันก็คิดในใจว่า ‘นายจะบอกว่าเป็นรอนแน่ๆเลยใช่มั้ยล่ะ แหงเลย’ แต่เขากลับบอกว่า’เฮอร์ไมโอนีคือคนโปรดของผม’ ฉันล่ะแทบละลายเลยทีเดียว” โรว์ลิงเล่า ” จาก นั้น เราก็ลงเอยด้วยกการคุยกันทั้งวันเราถูกคอกันมากเลยทีเดียว”

ตัว โคลฟส์เองก็เล่าว่า การนำนิยายของโรว์ลิ่งมาเขียนบทภาพยนตร์นั้นยากเหลือร้ายจริงๆ …ตรงไหนน่ะหรือ? อย่างน้อยๆ Stone นี่ก็เป็นบทเริ่มต้นเรื่องราวของแฮร์รี พอตเตอร์ ในตอนต่อๆไป ซึ่งเขาจะต้องคงโลกเดิมๆ และประเด็นหลักๆของหนังสือเอาไว้ ส่วนงานที่ท้าทายที่สุดก็คือ การที่ต้องคงความเหมือนของหนังสือเอาไว้ให้ได้มากที่สุดซึ่งในเคสนี้นั้น โคลฟส์ก็ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างมากจากตัวโรว์ลิ่งเอง เนื่องจากเธอจะเป็นคนคอยอธิบายให้ฟังถึงความลับของ Potter อย่างการใช้เลือดมังกรที่ต่างกัน เป็นต้น “สำหรับผมแล้วเธอ (โรว์ลิ่ง) เป็นบุคคลที่เจ๋งที่สุดเลย” โคลฟส์กล่าว “นั่นก็เพราะ มันเหมือนกับเรามีคัมภีร์ไบเบิลของหนังสือเล่มนี้ ที่อีกปลายสายโทรศัพท์หรือที่อีกฟากหนึ่งของอีเมล์เลยล่ะ”

ขณะ ที่โคลฟส์ทำงานอยู่นั้น ทางเฮย์แมนและ Warner Bros. ก็กำลังวิ่งวุ่นเรื่องสถานที่ถ่ายทำ ปี 1999 มีเจ้าหน้าที่ชั้นสูงในวงการภาพยนตร์ 2 คนเดินทางมายังอเมริกา เพื่อเสนอให้มีการถ่ายทำในประเทศอังกฤษ โดนมีข้อเสนอคือ ทีมถ่ายทำจะได้ทั้งความช่วยเหลือและโลเกชันที่มีความมั่นคงปลอดภัยเป็นอย่าง ดี มีการเสนอให้ใช้ Leavesden Studio ซึ่งอยู่นอกกรุงลอนดอนในระยะยาว ตลอดจนให้สัญญาว่าจะพยายามผลักดันแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการใช้แรงงานเด็กด้วย (ในการเพิ่มชั่วโมงทำงานต่อสัปดาห์อีกเล็กน้อย และให้ทางโรงเรียนยืดหยุ่นเวลาเข้าเรียนได้) พวกเขาต้องการให้มีการกระจายรายได้อยู่ในอังกฤษ แต่ไม่ใช่ต้องการให้มีการนำเงินดอลลาร์มาเปลี่ยนเป็นเงินปอนด์ พวกเขาต้องการเพียงความภาคภูมิใจของชาติเท่านั้น “Harry Potter เป็นอะไรที่เกี่ยวกับพวกเรามาก เขาเป็นอังกฤษแท้ๆเลยน่ะ” สตีฟนอร์ริส ประธานของ British Film Commission กล่าว “ความ คิดที่ว่า หนังเรื่องนี้จะต้องไปถ่ายทำที่อื่น มันทำให้ทุกคนเสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก เหมือนตอนที่มีการถ่ายทำ Catcher in the Rye ที่อื่น แล้วสมมตินามตามท้องเรื่องว่าเป็นเมืองลิเวอร์พูลนั่นแหละ”

ทาง ด้านการตามล่าหาผู้ที่จะมากำกับหนังเรื่องนี้ก็สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า ไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่ากันเลย แบรด ซิลเบอร์ลิง (Casper, City of Angels) เป็นคนแรกที่แสดงออกว่าสนใจโปรเจ็กต์นี้ จากนั้นก็มีข่าวว่า สตีเวน สปีลเบิร์ก ก็สนใจเช่นเดียวกัน หลังจากซิลเบอร์ลิงเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องราวของ Potter ซึ่งทาง Warner Bros. ก็สนใจอยากให้สปีลเบร์กมานั่งเก้าอี้ผู้กำกับเช่นกัน (แม้ว่าจะต้องแชร์ส่วนแบ่งรายได้กับ Dream Works ก็ตาม) และพร้อมที่จะรอให้ สปีลเบิร์กเสร็จจากโปรเจ็กต์ที่ต่อจาก Saving Private Ryan ด้วย โดยที่ในขณะนั้นมีทั้ง Minority Report ที่ทอม ครู๊ซ แสดงนำ มี Memoris of a Geisha รวมถึงงานสานต่อจากสแตนลีย์ คูบริก ที่ล่วงลับใน A.I ด้วย แต่แม้จะมีโปรเจ็กต์ล้นมือ สปีลเบิร์กก็ยังหาโอกาสนัดคุยกับเฮย์แมน โคลฟส์ และโรว์ลิ่ง เกี่ยวกับ Potter แต่ก็มีข่าวลือออกมาว่า สปีลเบิร์กเสนอแนะแนวทางการสร้างที่แหวกแนวกว่าใครๆ นั้นก็คือ เขาอยากจะทำ Potter ออกมาในรูปของอนิเมชัน อย่าง Toy Story โดยมีเฮลีย์ โจล ออสเมนต์ เป็นผู้ให้เสียงหรือไม่ก็ทำหนังคนแสดงแต่เป็นการรวบรวมรายละเอียดมาจากหลายๆ ตอนด้วยกัน ซึ่งตัวเฮย์แมนเองก็ได้ออกมายืนยันว่า สปีลเบิร์กไม่ได้เสนอความคิดอะไรที่ว่านั่นเลย “เขาเพียงแต่มีโปรเจ็กต์อื่นๆ อีกตั้ง 3 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในมือน่ะ และเขาก็อยากจะถ่ายทำอะไรสักอย่างในสามเรื่องนั่นก่อนเท่านั้นเอง” เฮย์แมนกล่าว และท้ายที่สุด สปีลเบิร์กก็ตัดสินในถ่ายทำ A.I โดยมีออสเมนต์ แสดงนำ

เมื่อ สปีลเบิร์กถอนตัว ทั้งเฮย์แมน ,Warner Bros., ประธาน COO อลัน ฮอร์น และดีโบนาเวนทูรา ก็ได้เปิดโอกาสให้ผู้กำกับระดับเกรดเอทั้งหลายเข้ามาเสนอแนวความคิด ซึ่งขณะนั้นมีทั้ง ซิลเบอร์ลิง, ร็อบ ไรเนอร์, วูล์ฟกัง ปีเตอร์ เซน, อลัน พาร์เกอร์, แฮร์รี จุลเลียม, ไอวาน ไรท์แมน และคริสโคลัมบัส ซึ่งรายหลังสุดกลายเป็นสาวกของพอตเตอร์ มาหลายปีแล้ว เนื่องจากอีลินอร์ ลูกสาวของเขาเอง ระหว่างการออดิชันถึง 2 ชั่วโมงนั้น โคลัมบัสได้บรรยายถึงความคิดในการดัดแปลงหนังสือเล่มนี้ของเขา เขาอยากจะให้ฉากในโลกแห่งความจริงดูหม่นมืด และทึมทึบ ขณะที่อีกโลกหนึ่งดูสดใสด้วยสี อารมณ์ และรายะเอียด “ผมได้แรง บันดาลใจมาจากหนังสองเรื่องของเดวิด ลีน คือ Great Expecta tion กับ Oliver Twist ที่มีทั้งด้านมืด ด้านตรงข้ามเป็นการใช้การถ่ายทำอย่างยอดเยี่ยมนะ” โคลัมบัสกล่าว “สำหรับ การให้สีแล้ว เราต้องพูดถึง Oliver กับ The God father ซึ่งมีการใช้สีมากมายและคุณภาพเยี่ยมเสียด้วย เมื่อเราเข้าไปในดินแดนแห่งเวทมนตร์ ซึ่งเรากำลังพูดถึงฮอกวอตส์ นั้น ผมอยากให้แต่ละเฟรมเต็มไปด้วยความน่าพิศวงน่ะ”

นอกจากนี้ ผู้กำกับ Home Alone ยังมีจุดแข็งที่ปฏิเสธไม่ได้อีกด้วย นั่นคือการที่เขาประสบความสำเร็จกับการปั้นดาราเด็กขึ้นมา แต่เขาก็ยังมีจุดอ่อนที่ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกัน นั่นคือ เขาไม่เคยทำหนังที่เป็นแฟนตาซีมาก่อนเลย (อันนี้อยู่ในกรณีที่ว่า คุณไม่ได้นับรวม Bicenten nial Man เข้าไปด้วยนะ) แต่โคลัมบัสก็เคยเขียนบทภาพยนตร์แนวนี้มาแล้วถึง 2 เรื่องด้วยกัน คือ Gremlins และ Young Sherlock Holmes ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า เขาก็ประสบความสำเร็จกับหนังแนวเอ๊กวันผจญภัยเช่นกัน และท้ายที่สุด สิ่งที่โคลัมบัสพูดมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่ตรงใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาอยากให้นักแสดงเป็นคนอังกฤษล้วนๆ อยากให้สร้างแต่ละตอนของหนังสือเป็นหนังเรื่องเดียวไปเลย และเขาก็ชอบเค้าเรื่องเดิมมากด้วย “เขาอยากจะซื้อตรงต่อโจ (โรว์ลิ่ง) กับหนังสือของเธอ ซึ่งจุดนี้เองที่ตรงใจผมที่สุด”

“ตอนนั้น ลูกสาวของผมอีลินอร์กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วเธอก็ยืนยันว่าผมต้องอ่านด้วยเช่นกัน” โคลัมบัสเล่า “ผม อ่านจบภายในหนึ่งวัน และในหัวก็ครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับการนำเรื่องราวในหนังสือมาสร้าง เป็นภาพยนตร์ แต่ตอนนั้น ผมก็รู้มาว่า หนังเรื่องนี้มีผู้กำกับคนอื่นกุมบังเหียนอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นไม่กี่เดือนต่อมา เอเยนต์ผมก็โทรศัพท์มาบอกว่า หนังสือเล่มนั้นวางอีกครั้งหนึ่งแล้ว แต่ปัญหาสำคัญเพียงอย่างเดียวก็คือมีผู้กำกับชื่อดังให้ความสนใจกันอย่างมาก มายทีเดียว และทาง Warner Bros. และผู้อำนวยการสร้างเดวิด เฮย์แมนก็เปิดให้มรการแข่งขันกันอย่างเต็มที่เลยด้วย แต่บอกตรงๆ ว่า ผมไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลย เพราะผมรู้สึกว่า หากผมได้ถ่ายทอดความรู้สึกและความปรารถนาที่มีต่อเรื่องราวต้นฉบับ และผมได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าผมจะทำหนังเรื่องนี้ออกมาอย่างไรแล้วละก็ เชื่อว่าทั้งเดวิดและทางสตูดิโอจะต้องเลือกผมอย่างแน่นอน”

ใน ความเป็นจริงแล้ว โคลัมบัสก็รู้สึกเหมือนเฮย์แมน และ Warner Bros. ว่าพวกเขาไม่ปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในจินตนาการที่โรว์ลิ่งสร้างขึ้นเลย “ผมได้ยินมาเหมือนกันว่า ผู้กำกับบางคนอยากจะดัดแปลงบางอย่างในหนังสือ อย่างเช่นเปลี่ยนสถานที่ให้เป็นโรงเรียนมัธยมในฮอลลีวูด หรือเปลี่ยนแฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนี่ เป็นเด็กอเมริกัน หรือต้องการสร้างหนังเรื่องนี้ในรูปแบบคอมพิวเตอร์อนิเมชั่นน่ะ ผมอึ้งไปเลยเหมือนกัน คือ… ผมไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลยมีเหตุผลเต็มที่ทีเดียว ว่าทำไมทั้งเด็กและผู้ใหญ่หลายล้านคน ถึงตกหลุมรักกับ Harry Potter ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของเรื่องราวในหนังสือ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ชมไม่ต้องการเห็นเป็นอย่างยิ่งดังนั้น ผมจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะคงรายละเอียดในหนังสือไว้ให้มากที่สุด ซึ่งนั่นหมายถึง การไปถ่ายทำในประเทศอังกฤษโดยใช้คนอังกฤษล้วนๆ ด้วย”

เมื่อ ตกลงกันได้แล้วว่า หนังเรื่องนี้จะถ่ายทำกันในประเทศอังกฤษโคลัมบัสจึงได้เดินทางไปที่นั่น เพื่อเตรียมงาน และแล้ว การท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ก็มาถึง เมื่อทีมงานต้องร่วมด้วยช่วยกันระดมสมองตามหาเด็กชายที่จะมาแสดงเป็น แฮร์รี่ พอตเตอร์

ต่อมาไม่นาน ลอเรนโซ โบนาเวนทูร่า ประธานบริษัทผลิตภาพยนต์ยักษ์ใหญ่ วอลเนอร์ บราเธอร์ ก็ได้ประกาศว่า… เราได้ทำการค้นหาทั้งในบรรดามักเกิ้ล และตามเมืองพ่อมดทั้งหลาย เพื่อหาคนที่เหมาะสมที่จะรับบท แฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ และ เราก็ได้ค้นพบพวกเขาในตัว แดน รูเพิร์ต และ เอมม่า ดิ โบนาเวนทูร่ากล่าว “นี่เป็นบทที่วิเศษ ที่จะมีเพียงครั้งเดียวในชีวิต และต้องใช้เด็ก ๆ ที่มีความสามารถพิเศษที่จะนำมนต์ขลังมาสู่จอภาพยนต์”

โคลัมบัส กล่าวว่า “ใน การค้นหาตัวแฮร์รี่ เราได้เห็นเด็กจำนวนมากมายมหาสารที่มีความสามารถพิเศษ ขบวนการค้นหานั้น คร่ำเคร่งมาก จนบางครั้งทำให้เราคิดว่า เราอาจจะไม่มีวันได้พบใครที่จะมาสวมบทบาทของแฮร์รี่ พอตเตอร์… แล้วแดนก็ก้าวเข้ามาในห้อง และเรารู้ได้ในทันทีว่าเราได้พบ แฮร์รี่ แล้ว พวกเรามีความยินดีพอ ๆ กันเมื่อได้พบ เอมม่า และรูเพิร์ต ซึ่งเหมาะสมที่สุด สำหรับบทของ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ ผมมีความสุขที่สุดแล้วที่ได้เริ่มงานกับเด็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความสามารถพิเศษ และก่อให้เกิดแรงบันดาลใจเช่นนี้ “

เดวิด เฮย์แมน เสริมว่า “ขณะ ที่เรากำลังหัวเราะ และถูกขบขันสลับกันไปด้วยข่าวลือในสิ่งที่เรากำลังทำ เราก็มีความสุขสนุกสนานมากและในที่สุดก็ได้หยุดพัก พวกเด็ก ๆ เหล่านี้เป็นเด็กอังกฤษที่มีความสามารถสูง และจะนำสิ่งดี ๆ มากมายมาสู่จอภาพยนต์ เราได้อุทิศตัวและยังคงทำต่อไปเพื่อให้คงความเป็นจริงในหนังสือมากที่สุด”

เจเค โรว์ลิ่ง เสริมอีกว่า “เมื่อ ได้พบแดน แร็ดคลิฟตอนทดสอบหน้ากล้อง ฉันไม่คิดว่า คริส โคลัมบัส จะได้พบ แฮร์รี่ คนไหนที่ดีกว่านี้ได้อีก ฉันขอให้ แดน , เอมม่า , รูเพิร์ต โชคดี และมีความสุขสนุกมาก ๆ กับการแสดงในปีแรกที่ฮอกวอตส์ อย่างที่ฉันได้เขียนไว้”

เด็ก หนุ่มอายุ 11 ปี ดาเนียล แร็ดคลิฟ เพิ่งรับบทเป็นหนุ่มน้อยเดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ ของ BBC และก็จะได้เห็นเขาอีกจากภาพยนต์เรื่อง The Tailor of Panama ของจอร์น บอร์แมน ส่วนเอมม่า วัตสัน และ รูเพิร์ต กรินต์ อายุ 11 ปี ได้เคยแสดงในละครของโรงเรียน

Cast – นักแสดง

Cast – นักแสดง

harry potter
แดเนียล แรดคลิฟฟ์ รับบทเป็น แฮร์รี่ พอตเตอร์

หนุ่มน้อยวัย 12 ปี แดเนียล แรดคลิฟฟ์ (Daniel Radcliffe) รับบทเป็น แฮร์รี่ พอตเตอร์ จากเด็กจำนวนพัน ๆ คนที่เข้าทดสอบ เพื่อรับบทที่จะแจ้งเกิดได้อย่างสุด ๆ กับบทนี้ และก็เป็นอย่างที่ผู้กำกับคริส โคลัมบัสกล่าวไว้ ” ตอนที่แดเนียลเดินเข้ามาในห้อง เราทุกคนเห็นพ้องต้องกันทันที ว่าเราได้ตัวแฮร์รี่แล้ว”

แดเนียลเริ่มปรากฎตัวบนจอภาพยนตร์ครั้งแรก เมื่อเดือนธันวาคม ปี 1999 ด้วยการรับบทเป็นเดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ สมัยเด็ก ในผลงานโทรทัศน์ของ BBC เรื่อง David Copperfield ภาพยนตร์ดรามาโดยฝีมือกำกับของไซมอน เคอร์ติส โดยมีแมกกี้ สมิธ และโซ เวนาเมเกอร์ ร่วมแสดง ซึ่งนักแสดงทั้งสองคนนี้ยังร่วมแสดงกับแดเนียลใน Harry Potter จากบทของ ศาสตราจารย์แมกกอนากัล และมาตามฮูช ตามลำดับ ก่อนหน้านี้ที่จะมาแสดงใน Harry Potter แดเนียลเริ่มต้นการแสดงครั้งแรกโดยการรับบทเป็นลูกชายของเจมี ลี เคอร์ติส และเจฟฟรีย์ รัช ใน The Taillor of Panama

นอกเหนือจากที่แดเนียลจะ เป็นแฟนตัวยงของทีมฟุตบอลฟูแล่มแล้ว เขายังตามดูการแข่งขันมวยชิงแชมป์โลก (World Wrestling Federation) และการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง (Formula One Racing) ด้วย

Ron-Weasley

รูเพิร์ต กรินท์ รับบทเป็น รอน วีสลีย์

นักแสดงหน้าใหม่รูเพิร์ต กรินท์ (Rupert Grint) วัย 12 ปี รับบทเป็น รอน วีสลีย์ รอนนับเป็นเด็กที่อายุมากที่สุดในบรรดาตัวละครเด็กทั้ง 5 คน เขาแสดงละครของโรงเรียนและเข้าร่วมกับกลุ่มละครเวทีท้องถิ่นด้วย ผลงานเรื่องที่ผ่านมาของเขาก็คือ การรับบทเป็นรูสเตอร์ อันธพาลจอมเกเรใน Annie รวมถึงการร่วมแสดงใน Peter Pan ด้วย ส่วนงานของโรงเรียนนั้น เขาแสดงเป็นรัมเปิลสติลท์กินใน Grimm Tales เช่นกัน รูเพิร์ตเข้ารับการทดสอบบท รอน วีสลีย์ใน Harry Potter หลังจากที่ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกนักแสดงได้ประทับใจกับบทบาทการแสดงของเขา ใน Newsround รายการทางโทรทัศน์ของ BBC

Hermione Granger

เอ็มม่า วัตสัน รับบทเป็น เฮอร์ไมโอนี เกรนเจอร์

สาวน้อยวัย 10 ขวบ เอ็มมา วัตสัน (Emma Watson) รับบทเป็น เฮอร์ไมโอนี แกรนเจอร์ ซึ่ง Harry Potter นับเป็นการเปิดตัวในโลกแห่งการแสดงเป็นครั้งแรกของสาวน้อยคนนี้ แม้ว่าแววการแสดงของเธอจะฉายแสงตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ด้วนการร่วมแสดงในกิจกรรมของโรงเรียนมาไม่น้อยแล้วก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น การแสดงละครของโรงเรียนเป็นครั้งแรก ก็ยังได้ออกแสดงที่ประเทศฝรั่งเศส และเมื่ออายุได้ 7 ขวบ เอมมาก็ได้รับรางวัลการอ่านทำนองเสนาะในงาน Daisy Pratt Poetry Competition จากโรงเรียนของเธอเองอีกด้วย จากนั้น เธอก็มีงานแสดงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรับบทเป็นมอร์แกน ลา เฟย์ ในละครของโรงเรียนเรื่องArthur : The Young Years และเป็นหนึ่งในตัวละครนำใน The Happy Prince

เอมมาเป็นหนึ่งในทีมผู้ เล่นฮ็อกกี้และราวน์เดอร์ส (เบสบอลสนามกลม) และชอบเข้าร่วมกิจกรรมทุกรูปแบบของโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นการโต้ที การพายเรือ ชักเย่อ หรือแม้แต่การร้องเพลงบนรถโรงเรียนก็ตาม

draco-malfoy
ทอม เฟลตัน วัย 13 ปี รับบทเป็น เดรโก มัลฟอย

เขา อยู่ในวงการแสดงมาเป็นเวลาถึง 6 ปีมาแล้ว โดยมีผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรก ด้วยการรับบทเป็นพีกรีน ในภาพยนตร์ ปี 1996 ของ ปีเตอร์ ฮูวิตต์ ส่วนผลงานเรื่องล่าสุดนั้น เขาแสดงเป็นหลุยส์ ลูกชายของโจดี ฟอสเตอร์ ใน Anna & the king เฟลตัน เคยร่วมแสดงในซีรีส์ทางโทรทัศน์ยอดนิยมของอังกฤษ 2 เรื่องด้วยกัน คือ Bugs ซึ่งเขาแสดงเป็นเจมส์ และร่วมแสดงกับคลิฟ โอเวน ใน Second Sight ด้วยการรับบทเป็น โธมัส อิงแฮม นอกจากนี้ เขายังร่วมแสดงในละครทางวิทยุของ BCC Radio 4 อีก 2 เรื่อง คือ แสดงเป็นลอธ ใน The Wizard of Earthsea และเป็นเฮอร์คิวลี ใน Here’s to Everyone

ทอมเริ่มเป็นที่จับตามอง ครั้งแรกในปี 1995 เมื่อเขาปรากฏตัวในภาพยนตร์โฆษณาทางโทรทัศน์ยอดฮิตหลายเรื่องด้วยกัน และนอกเหนือจากการเป็นนักแสดงวัยเยาว์ที่มีความสามารถแล้ว ทอมก็ยังเป็นนักร้องเสียงดีอีกต่างหาก เขาเคยเป็นสมาชิกคนหนึ่งในวงร้องประสานเสียง 4 คน ทั้งที่โรงเรียนและที่โบสถ์ รวมถึงได้รับข้อเสนอให้เข้าร่วมคณะนักร้องที่ Guildford Cathedral Choir ด้วย ทอมยังมีความสามารถด้วยกีฬาอีกเช่นกัน เขาสนุกสนานกับทั้ง ฟุตบอล ไอซ์สเกต คริกเกต ว่ายน้ำ และเทนนิส

Special Thank (ขอบคุณ) : TomFelton.com , Luv4Tom

Dudley-Dursley
แฮร์รี่ เมลลิง (Harry Melling) วัย 12 ปี แสดงเป็น ดัดลีย์ เดอร์สลีย์

ซึ่ง การแสดงเป็นดัดลีย์นั้น นับเป็นการแสดงอาชีพอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรกของแฮร์รี่เลยทีเดียวแม้ว่า ทั้งความรักและความสามารถด้านการแสดงจะฉายแววออกมาตั้งแต่อายุได้เพียง 4 ขวบก็ตาม ด้วยการเริ่มแสดงภายในครอบครัวของเขาเอง และเมื่ออายุได้ 5 ขวบ เขาก็เรียนในชั้นเรียนเช้าวันเสาร์ที่โรงเรียน The Sue Nieto Theatre School อายุได้ 9 ขวบ เขาก็เข้าเป็นสมาชิกคนหนึ่งของ Millfield Thea tre Youth Drama Group และร่วมแสดงในละครเพลงต้นฉบับของ รอเบิร์ต ฮีย์แมน เรื่อง House และ Y3K ไม่เป็นที่น่าแปลกในเลยว่า ความรักในการแสดงของแฮร์รีนั้นเกิดขึ้นจากพันธุกรรมโดยแท้ เมื่อคุณตาของเขา แพทริก ทรัฟตัน เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากแสดงเป็น Dr.Who ส่วนลุงของเขา เดวิด ทรัฟตันนั้น ก็เป็นนักแสดงนำของ RSC และลุงอีกคน ไมเคิล ทรัฟตัน ก็มีชื่อเสียงจากบทยาทของ เพียร์ส เฟลตเชอร์ เดอร์วิช ใน The New Statesman เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีลูกพี่ลูกน้อง แซม ก็เพิ่งเริ่มต้นเส้นทางอาชีพสายนี้กับ RSC ส่วนคุณแม่ของเขาเป็นอิลลัสเตรเตอร์ เช่นเดียวกับพ่อ (ที่เป็นอิลลัสเตรเตอร์เช่นกัน) ก็ทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์การ์ตูนอีกด้วย

นอก เหนือไปจากความรักที่มีต่อละครเวทีและภาพยนตร์แล้ว แฮร์รียังชอบตีกลอง ดูมวยปล้ำ (WWF) และเป็นแฟนฟุตบอลตัวยง โดยเฉพาะกับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

Rubeus-Hagrid

ร็อบบี้ โคลเทรน (ROB BIE COLTRANE) รับบทเป็น รูเบอัส แฮกริด

เขา เป็นนักแสดงภาพยนต์และโทรทัศน์ที่โด่งดังและเป็นที่ยอมรับนับถือในอังกฤษ โดยมีรางวัลจากหลากหลายสถาบันเป็นที่รับประกันในฝีมือ ตลอดการประกอบอาชีพมาเป็นเวลาถึง 20 ปี

ผลงานการแสดงภาพยนตร์จนถึง ปัจจุบันของเขา มีอาทิ ภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ ในตอน The World is Not Enough และ Goldeneye ซึ่งเขารับบทเป็น วาเลนติน ซูคอฟสกี ,Message in a Bottle, Buddy, The Pope Must Die, Henry V, Let it Ride, Absolute Beginners, Defense of the Realm, Mona Lisa and Nuns on the Run ซึ่งส่งให้เขาได้รับรางสวัล Peter Sellers Award For Comedy ในงานประกาศรางวัล Evening Standard British Film Award เมื่อปี 1991 ด้วยโคลเทรน อาจเป็นที่รู้จักจดจำได้ในบทของ “ฟิตช์” จากซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมในหลาย ๆ ประเทศ เรื่อง Cracker ซึ่งประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัลไปครองมากมายรวมถึง รางวัลจาก BAFTA สาขาซีรีส์ดรามายอดเยี่ยม ในปี 1996 รางวัล Royal Television Society Award สาขาละครดรามายอดเยี่ยม ในปี 1996 รางวับจาก Broadcasting Press Guilds Award สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือมินิซีรีส์ยอดเยี่ยมเช่นกัน

โคลเทรน เป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี 1978 ด้วยการออกแสดงใน Slab Boys ซึ่งออกแสดงที่ Traverse Theatre และที่ Hampstead Theatre จนกระทั่งก่อนต้นทศวรรษ 1980 ที่เขาเปิดตัวด้วยการร่วมแสดงในฉากตลกเนความคาดหมาย ทั้ง ใน Alfresco, Kick up the Eighties, Laugh I nearly Paid My Licence Fee และ Saturday Night Live

Vernon-Dursley

ริชาร์ด กริฟฟิธส์ (RICHARD GRIFFITHS) รับบทเป็น เวอร์นอน เดอร์สลีย์

เขา เป็นนักแสดงที่โด่งดังและมีคนรักมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ ด้วยการมีผลงานแสดงอย่างต่อเนื่องทั้งภาพยนตร์และโทรทัศน์ เขามีผลงานการแสดงภาพยนตร์มากเกินกว่า 20 เรื่อง แต่น่าจะเป็นที่จดจำได้อย่างมากใน Withnail & I และล่าสุด Sleepy Hollow ของทิมเบอร์ตันผลงานภาพยนตร์เรื่องเด่น ๆ ของเขา มีอาทิ Chariots of Fire, The French Lieutenant’s Woman, Ghandi, Greystoke, Gorky Park, A Private Function, Shanghai Surprise, King Ralph, Blame it on the Bellboy, Naked Gun 2, Funny Bones, Superman ll และ Goldeneye เป็นต้น

Dumbledore

ริชาร์ด แฮร์ริส (RICHARD HARRIS) รับบทเป็น ศาตราจารย์ดัมเบิลดอร์

เขา เป็นนักแสดงระดับตำนานคนหนึ่งในวงการภาพยนตร์เรื่องดังมาแล้วกว่า 70 เรื่องด้วยกัน รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ ถึง 2 ครั้งด้วย นอกจากนี้เขายังมีดีกรีเป็นถึงผู้อำนวยการสร้าง ผู้กำกับ และนักประพันธ์ด้วย

ผู้ชมจำนวนมากอาจรำลึกถึงบทบาทการแสดงของเขา ได้จากการรับบทเป็นกษัตริย์ ในภาพยนตร์ของ ริดลีย์ สกอตต์ ที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน Gladiator รวมถึงร่วมแสดงใน The Count of Monte Cristio, The Barber of Siiberia, Smilla’s Sense of Snow, Unforgiven, Patriot Games และ The Field ซึ่งส่งให้เขาได้รับการเสนนอชื่อเข้าชิงทั้งรางวัลอคาเดมีวอร์ด และลูกโลกทองคำ การรับบทเป็น กษัตริย์อาเธอร์ ใน Camelot ส่งให้แฮร์ริสได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ ขณะที่ในอีก 3 ปีต่อมา ในปี 1970 เขาก็กลายเป็นนักแสดงที่ถูกกล่าวขานยาวนาน ใน A Man Called Horse ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ มีอาทิ The Hero (หรือ Bloom field) ซึ่งเขาทำหน้าที่กำกับด้วย Echoes oof a Summer ซึ่งเขาอำนวยการสร้างบริหารร่วม The Cassan dra Crossing, Gulliver’s Travels, Orca, The Wild Geese และ Mack the Knife เป็นต้น

นอกจากนี้ แฮร์ริสยังตีพิมพ์หนังสืออีก 2 เล่ม คือนวนิยายเรื่อง Honour Bound และหนังสือรวบรวมบทกวี I in the Membership of my Days

Quirinus

เอียน ฮารต์ (IAN HART) รับบทเป็น ศาสตราจารย์ควีเรลล์

นับ เป็นนักแสดงวัยหนุ่มที่มีความสามารถอันน่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุดคนหนึ่งใน รุ่นเดียวกัน เขาแสดงภาพยนตร์มาแล้วกว่า 30 เรื่อง นับตั้งแต่การรับบทเป็นจอห์น เลนนอน ในภาพยนตร์ปี 1993 เรื่อง Backbeat ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวงดนตรี The Beatles โดยผลงานการแสดงครั้งนี้ ก็ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และยังส่งให้เขาได้รับรางรัล London Evening Standard Award ในฐานะนักแสดงดาวรุ่งยอดเยี่ยมอีกด้วย

จาก นั้น เขาก็มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Englishman who went up a Hill และ Clockwork Mice ก่อนจะได้รับบทนำใน Ken Loach’s Land and Freedom ของ เคน โลช ซึ่งได้รับรางวัล Felix European Film of the Year Award ปี 1995 ชื่อเสียงของฮาร์ตก็โด่งดังมากยิ่งขึ้น เมื่อเขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยม ในงานเทศกาลภาพยนตร์เวนิช จากบทบาทของ ‘จินเจอร์’ ใน Nothing Personal ของ แธดเดียส โอ ซัลลิแวน

นอก จากนี้ ฮาร์ตยังมีผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอีกมาก ได้แก่ Hollow Reed ของ แองเจลา โป๊ป Michael Collins และ The Butcher Boy ของนีลล จอร์ แดน ,B Monkey ของ ไมเคิล แรดฟออร์ด ,Enemy of the State ของโทนี สกอตต์ ,Michael Winter bottom’s Wonderland ของไมเคิล วินเทอร์บอต ทอม, The End of the Affair ของนีล จอร์แดน, Strictly Sinatra ของปีเตอร์ คาพัลดี และล่าสุด Liam ของสตีเฟน เฟรียส์ และ Killing me softly ของเฉินไข่เก๋อ

ฮาร์ต เกิดในปี 1940 เขาเป็นบุตรชายของอาร์โนลด์ เฮอร์เบิร์ต (พระราชาคณะของคริสเตียนของอังกฤษ) จอป์น เฮิร์ต มีชื่อจริงว่า มิสเตอร์โอลลิแวนเดอร์ เขาเข้าเรียนที่ Kent และ Lincoln เขาเป็นนักแสดงละครเวทีแบคณะละครลินคอล์น และเข้าศึกษาต่อที่ St.Martin’s School ในกรุงลอนดอน ก่อนจะได้รับทุนการศึกษาไปต่อที่ RADA

ด้วยบทบาท เป็น “แมกซ์” ใน Midnight Express (1978) และเป็นจอห์น เมอร์ริค ใน The Elephant Man (1980) นั้น ก็ส่งผลให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังยิ่งขึ้น โดยการได้เข้าชิงรางวัลอคาเดมีอวอร์ด ในสาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม และนักแสดงนำยอดเยี่ยมตามลำดับ ผลงานการแสดงภาพยนตร์ของเขา ได้แก่ A Man For All Sea sons; The Field; Scandal; Rob Roy; และ John Boorman’s Two Nudes Bathing ของจอห์น บัวร์แมน (ซึ่งได้รับรางวัล Cable Ace Award ปี 1995 จากภาพยนตร์เรื่องหลังนี้ด้วย) ล่าสุด เขาก็ร่วมแสดงในเป็น ด็อกเตอร์ แลนนิส ใน Captain Corelli’s Mandolin ซึ่งกำกับโดยจอห์น แมดเดน ด้วย เมื่อไม่นานนี้ เขาเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำ Krappe’s Last Tape ซึ่งกำกับโดยอะตอม อิโกยาน และ Tabloid TV ซึ่งกำกับโดยเดวิด แบลร์ ขณะนี้ เขากำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำ Carbon Miranda กำกับโดยมาร์ก มันเดน

Filius-Flitwick

วอร์วิค เดวิส (Warwick Davis) รับบทเป็น ศาสตราจารย์ ฟลิตวิค

เขา เริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงด้วยความบังเอิญโดยแท้จริง ย้อนกลับในปี 1981 คุณยายของเขาได้ฟังวิทยุประกาศรับสมัคร คนที่สูงต่ำกว่า 4 ฟุต เพื่อร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ตอน Return of the Jedi ซึ่งในเรื่องนั้น เขาได้เล่นเป็น อีวอก วิคเก็ต ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นตัวละครหลักของภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้ไปเลย ปี 1984 หลังจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของ Return of the Jedi จอร์จ ลูคัส ก็ได้สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับอีวอก ขึ้นมาฉายทางโทรทัศน์ช่อง ABC อีก 2 เรื่องด้วยกันนั้นคือ Caravan of courage และ Battle for Endor ในปี 1985 ซึ่งเดวิสเข้ารับบทเดียวกันนั้นในทั้งสองเรื่อง

ซึ่งปีเดียวกันนั้น เอง ที่เดวิสก็ร่วมแสดงกับเดวิด โบวี ใน Labyrinth ในปี 1987 เดวิดก็ได้รับการติดต่อจาก Elstree Studios ในกรุงลอนดอน เพื่อพบปะพูดคุยกับรอน ฮาวเวิร์ด และจอร์จ ลูคัส เกี่ยวกับภาพยนตร์ใหม่เรื่อง Willow ซึ่งได้มีการเขียนบทให้กับเดวิดโดยเฉพาะด้วย และเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายก็กลายเป็นภาพยนตร์ขวัญใจผู้ชมไปทั่วโลกเลย ทีเดียว ปี 1995 เดวิดได้ร่วมแสดงเป็น กิลด์ริก ใน Gulliver’s Travels โดยที่ซีรีส์เรื่องนี้ไดสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการภาพยนตร์โทรทัศน์ เมื่อผลสำรวจออกมาว่า ซีรีส์เรื่องนี้สามารถดึงผู้ชมได้ถึง 56 ล้านคนเลนทีเดียว จากนั้นอีก 2 ปีต่อมา จอร์จ ลูคัส ก็ได้เชิญให้เขามาร่วมงานกับภาพยนตร์ผจญภัยในหัวงอวกาศเรื่องเดิมใน Star Wars Episode 1 ; The Phantom Menace ซึ่งเดวิส ก็ได้รับบทเป็น วาลด์ และวีเซิล ปัจจุบันนี้ เดวิสก็มีงานแสดงในซีรีส์ของทาง BBC 2 เรื่องด้วยกัน คือ Murder Rooms และ Dr Terrible’s House of Horror

Severus-Snape

อลัน ริคแมน (Alan Rickman) รับบทเป็น ศาสตราจารย์สเนป

เขา เป็นนักแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์ และละครเวทีที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษและเป็นที่ รู้จักไปทั่วโลก ดังจะเห็นได้จากผลงานภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน อาทิ Die Hard; An Awfully Big Adventure; Bob Roberts; Truly Madly Deeply; Close My Eyes; The January Man และ Galaxy Quest

นอกจากนี้ เขายังร่วมแสดงใน Mesmer ซึ่งส่งให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลสาขานักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยม ในงานเทศกาลภาพยนตร์มอนทรีอัลด้วย และเขายังได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA จากภาพยนตร์เรื่อง Sense & Sensibility และ Michael Collins เช่นกัน เขาเคยได้รับรางวัล BAFTA สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมมากก่อนหน้านี้แล้วจาก Robin Hood; Prince of Thieves รวมถึงการได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Evening Standard Film Actor of the Year จากภาพยนตร์อีก 3 เรื่องคือ Truly Madly Deeply, Close My Eyes และ Robin Hood; Prince of Thieves ด้วย

สำหรับการรับบทเป็น พระรัสเซียในภาพยนตร์ของ HBO เรื่อง Resputin นั้น ก็ทำให้ริคแมนได้รับรางวัลเอมมีไปครองได้สำเต็จในปี 1996 รวมถึงรางวัลลูกโลกทองคำ และ SAG Award ในสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ด้านผลงานทางโทรทัศน์ มีอาทิ Benefactors; Revolutionary Witness; Spirit of Man; Pity in History; Barchester Chronicles; Busted; Therese Raquin และ Romeo & Juliet เป็นต้นในฐานะผู้กำกับ ริคแมนก็มีผลงานเด่นๆ อย่าง The Winter Guest ซึ่งนำแสดงโดย เอมมา ธอมป์สัน ซึ่งได้รับการเลือกให้เป็นภาพยนตร์เปิดงาน ในเทศกาลภาพยนตร์เวนิช ตลอดจนค้าวรางวัลได้อีก 3 รางวัล และชนะเลิศในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกหนึ่งรางวัล จากเทศกาลภาพยนตร์ชิคาโก

Petunia

ฟิโอนา ชอว์ (Fiona Shaw) รับบทเป็น เพ็ตทูเนีย เดอร์สลีย์

เธอ เป็นนักแสดงละครเวทีที่ได้รั่บการยอมรับนับถือมากที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ และเมื่อไม่นานนี้เธอก็เพิ่งได้รับคพวิจารณ์อย่างชื่นชม จากการแสดงละครเวทีเรื่อง Medea ที่เวสต์เอนด์ ปี 1990 เธอได้รับรางวัล Laurence Olivier Award สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากการแสดงเป็น โรซาลินด์ ใน As You Like it ต่อด้วยรางวัล Olivier Award สาขาเดียวกัน รวมถึงรางวัล London Critics Award จากบทบาทการแสดงใน The Good Person of Sechuan นอกจากนี้ เธอยังได้รางวัล Laurence Olivier Award รวมถึง London Critics Award จากบทบาทการแสดงใน Electra ด้วย ในปี 1990 เช่นกัน ถัดมาในปี 1992 เธอก็ยังคงได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องจาก London Critics Award ด้วยบทบาทการแสดงใน Hadda Gabler กระทั้งในปี 1993 เธอได้รับรางวัล Laurence Olivier Award และ Evening Standard Darma Award สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากเรื่อง Machinal ของสตีเฟน ดัลดรี ด้านผลงานละครเวทีที่ผ่านมาของเธอ มีอาทิ The Prime of Miss Jean Brodle; The Way of the World and Richard ll ออกแส่ดงที่ Royal National Theatre; The Wasteland; The Rivals; Bloody Poetry และ Philistines ซึ่งออกแสดงไปทั่วโลกรวมถึง Les Liaisons Dangereusea; Mephisto;Much Ado About Nothing; The Merchant of Venice; Hyde Park และ The Taming of the Shrew ของ Royal Shakespeare Company ด้วย

นอกเหนือจากการแสดงบทเวที ละครแล้ว ชอว์ยังทำหน้าที่กำกับเช่นกัน ด้วยละครเวทีเรื่อง The Widowers Houses ของ National Theatre Education Tour ผลงานภาพยนตร์ที่ชอว์เคยร่วมแสดงมีดังนี้ My Left Foot ของ จิม เชริดัน; Mountains of the moon ของ บ็อบ ราเฟลสัน; London Kills Me ของอานิฟ คุเรอิชิ; Jane Eyre ของฟรังโก เซฟฟิเรลลี; The Butcher Boy ของนีล จอร์แดน; The Last September ของเดบอราห์ วอร์เนอร์ และล่าสุดคือ The Triumph of Love ของแคลร์ เป็ปโล

Madam-Hooch

โซ วานาเมกเกอร์ (ZOE WANAMAKER) รับบทเป็น มาดาม ฮูช

เธอ เป็นนักแสดงละครเวทที และโทรทัศน์ ที่เป็นที่รู้จักและมีผลงานมากที่สุดคนหนึ่ง ทั้งในอังกฤษและอเมริกาตลอด จนเป็นเจ้าของรางวัลมากมาย จากบทบาทการแสดงของเธอ เธอเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางรัลโทนีถึง 3 ครั้งด้วยกัน จากการเข้ารับบทนำในละครเวทีเรื่อง Electra ของ เดวิด เลอโว (ซึ่งส่งผลให้เธอได้รับรางวัล Laurence Olivier Award สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมด้วย), จากบทบาทใน Piaf และใน Loot นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัล Drama Award จากการรับบทเป็นแคททริน(และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Laurence Oliver Award ด้วย) ใน Mother Courage

วานาเมกเกอร์ ยังมีผลงานทางโทรทัศน์จำนวนมากเช่นกัน เธอเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำจากการแสดงใน Poor Little Rich Girl ของ NBC ส่วนในอังกฤษเธอก็ได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล BAFTA จากบทบาทการแสดงใน Prime Suspect ล่าสุดนี้ เธอก็ร่วมแสดงใน My Family และ David Copperfield ของทาง BBC ซึ่งเรื่องหลังนี้ เธอได้แสดงร่วมกับแดเนียล แรดคลิฟฟ์ด้วย รวมถึง Gormanghast, The Widowing of Mrs Holroyd; Countess Alice and Momento Mori เป็นต้น ด้านผลงานภาพยนตร์ของเธอ มีอาทิ Swept from the Sea; Wilde, Raggedy Rawney; The Hunger และ Inside the Third Reich: The Last 10 Days of Hitler เป็นต้น วานาเมกเกอร์ได้รับเครื่องราชฯ ชั้น CBE เมื่อปีที่ผ่านมา และยังเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์ และเป็นคณะกรรมบริหารที่ Globe Theatre ในกรุงลอนดอนด้วย

McGonagall

แมกกี้ สมิธ (MAGGIE SMITH) รับบทเป็น ศาสตราจารย์ มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล

เธอ เป็นนักแสดงอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกในฐานะนักแสดงภาพยนตร์ และละครเวที ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากสาธารณชน รวมถึงคว้ารางวัลจากหลายสถาบันมาอย่างนับไม่ถ้วน รวมถึงรางวัลอคาเดมีอวอร์ดถึง 2 สมัยด้วย

สมิธเริ่มต้นการแสดงละคร เวทีเป็นครั้งแรกกับชมรมการละครของมหาวิทยาลัยออก์ฟอร์ด ในปี 1952 จากนั้นจึงเปิดตัวในฐานะนักแสดงอาชีพในนิวยอร์ก ด้วยละครเวทีเรื่อง The New faces 1956 Revue เธอเข้าร่วมกับ Old Vic Company ในปี 1959 ซึ่งจากนั้นมา เธอก็คว้ารางวัลต่างๆจากผลงานการแสดงอย่างมากมาย อาทิ รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม ในปี 1962 จาก Evening Standard จากการรับบทเป็น ดอรีน ใน The Private Ear และบทของเบลินดา ใน The Public Eye

ทว่าในปี 1969 เธอก็กลาย เป็นขวัญใจของผู้ชมและโด่งดังขึ้นมาในพริบตา เมื่อเธอร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Prime of Miss Jean Brobie ซึ่งส่งให้เธอได้รับรางวัลอคาเดมีอวอร์ตพร้อมกับรางวัลจาก Society of Film and TV Arts ในฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมด้วย ส่วนผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ตามมาหลังจากความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของเธอ มีอาทิ Travels with my Aunt (ได้เข้าชิงรางวัลอคาเดมีอวอร์ต สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม) และ Death on the Nile
จนกระทั้งในปี 1977 สมิธก็ได้รับรางวัลอคาเดมีอวอร์ตเป็นครั้งที่สองในชีวิตของเธอ รวมถึงรางวัลลูกโลกทองคำ จากภาพยนตร์เรื่อง California Sulte ของ นีล ไซมอน

ความ สามารถของเธอยังคงเปล่งประกายไม่หยุดยั้ง เมื่อเธอร่วมแสดงใน A Private Function ของอลัน เบนเนตต์ (มีไมเคิล พาลิน ร่วมแสดง) และเธอก็ได้ทั้งรางวัล BAFTA รางวัลลูกโลกทองคำ และรางวัลจากสมาคมอีกหลายสถาบันด้วยกัน รวมถึงการได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอคาเดมีอวอร์ด เป็นครั้งที่ 5 ด้วยจากนั้นเธอก็มีผลงานที่ปนะสบความสำเร็จตามมาอีกหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น A Room with a View; The London Passion of Judith Hearne (ซึ่งได้รับรางวัล BAFTA สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม) Hook ของสตีเวน สปีลเบิร์ก; Sister Act; The Secret Graden; Richard lll , The First Wlves Club; Washington square; Tea with Mussolinl ( ซึ่งทำให้เธอได้รางวัล BAFTA สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมอีกครั้งหนึ่ง ) และ The Last Sebtember

ใน ปี 1970 สมิธได้รับเครื่องราชฯชั้น CBE และในปี 1990 เธอก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคุณหญิงแมกกี้ สมิธ เนื่องจากเธอได้รับเครื่องราชฯ ชั้น DBS เธอยังได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องจากการแสดงละครเวทีของเธอ

Nearly-Headless-Nick
จอห์น คลีส (John Cleese) รับบทเป็น นิคหัวเกือบขาด

เรา แทบจะไม่ต้องแนะนำชื่อเสียงของผู้ชายคนนี้เลยทีเดียว เขาผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการบันเทิงมาเป็นเวลาถึง 40 ปี ด้วยการเป็นนักทั้งแสดงตลก นักแสดง นักเขียน นักประพันธ์ ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง และเป็นผู้ชายขี้เล่นในยามปกติคลีสเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อปี 1969 จากการร่วมแสดงในภาคแรกของ Monry Python’s Flying Circus ซึ่งจากนั้นต่อมา ภาพยนตร์ตลกเรื่องดังกล่าวนี้ก็ถูกสร้างออกมาอีก 2 ภาค และได้รับความนิยมไม่แพ้กัน รวมถึง ยังถูกนำไปสร้างเป็นละครเวทีที่ตระเวณแสดงทั้งในแคนาดา และอังกฤษ แสดงที่ Thea tre Royal, Drury Lane และที่ City Center ในนิวยอร์ก และออกแสดงที่ Hollywood Bowl ด้วยปี 1975 เขาได้สร้างสรรค์ปรากฎการณ์ชนิดที่โลกต้องจารึกไว้นั่นคือ การสร้างซีรีส์ทางโทรทัศน์เรื่อง Fawlty To wers ซึ่งมีภาคสองออกตามมาในปี 1979

นอกจากนี้ คลีสยังเขียนบท สร้าง และร่วมแสดงใน A Fish Called Wanda ซึ่งนำแสดงโดย เควิน ไคล์น, เจมี ลี เคอร์ติส และไมเคิล พาลิน ออกฉายในปี 1988 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอคาเดมีวอร์ด รางวัลออสการ์ของอิตาลี และ Writers Guild of America สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และตัวคลีสเองก็ได้รับรางวัล BAFTA Award สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม นอกเหนือจากการได้เข้าชิงสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอีกด้วยผลงานภาพยนตร์ เรื่องอื่นๆ ของคลีสมีอาทิ Clockwise; Romance With a Double Bass; The Strange Case of the end of Civilisation as we Know it; Time Bandits; The Great Muppet Caper; Private onParade; Silverado; Splitting Heirs; Mary Shelley’s Frankenstein; The Jungle Book; Fierce Creatures (ร่วมสร้างและร่วมเขียนบท); Out of Towners; Isn’t She Great; The World is not Enough; The Quantum Project และ Rat Race เป็นต้น

คลีสจบการ ศึกษาระดับปริญญาโทจากเคมบริดจ์(MA) และเคยเป็นอธิการบดีอยู่ที่ St. Andrew’s University ดป็นเวลา 3 ปี จนกระทั่งปี 1999 เขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Andrew D White Professor-at-large ที่ Cornell University

Molly
จูลี วอลเตอร์ส (JUILIE WALTERS) รับบทเป็น มิสซิสวีสลีย์

เธอ เป็นดาราเจ้าบทบาทที่คว้ารางวัลต่างๆ มาได้มากมายอีกคนหนึ่ง ทั้งจากการแสดงภาพยนตร์ และโทรทัศน์ล่าสุด เธอเพิ่งรับบทเป็นครูสอนบัลเลย์ให้กับเด็กหนุ่มที่ชื่อบิลลี ในภาพยนตร์ของสตีเฟน ดัลดรี เรื่อง Billy Elliot ซึ่งจากบทบาทดังกล่าวก็ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางรัลอคาเดมี อวอร์ด และรางวัลลูกโลกทองคำ ตลอดจนจากหลายสถาบันด้วย แม้ว่าเธอจะเริ่มต้นอาชีพการแสดง จากการรับบทคู่ ไมเคิล เคน ใน Educating Rita ก็ตาม แต่จากบทดังกล่าวก็ส่งให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก และยังเป็นที่ส่งให้เธอได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรางวัลลูกโลกทองคำ BAFTA และรางวัลจากอีกหลากหลายสถาบัน รวมถึงการได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลอคาเดมีอวอร์ด ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมด้วย

นอกจากนี้ วอลเตอร์สยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล BAFTA สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จาก Personal Services และในสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม จาก Stepping Out เช่นกันผลงานภาพยนตร์หลัก ๆ ของเธอ มีอาทิ One Fell Swoop; Titanic Town; Intimate Relations; Sister, My Sister; Just Like a Woman; Prick Up Your Ears; Buster (คู่กับฟิลคอลลินส์); She’ll Be Wearing Pink Pvjamas และ Killing Dad เป็นต้น

argus filch

เดวิด แบรดลีย์ (David Bradley) รับบทเป็น มิสเตอร์ฟิลช์

เขา เป็นนักแสดงคนหนึ่งที่มีความสามารถไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร เป็นหนึ่งในนักแสดงที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับนับถือเป็นอย่างมาก และยังเป็นสมาชิกเก่าแก่ของทั้ง Royal Shakespeare Company และ Royal National Theatre ด้วย

ปี 1990 แบรดลีย์ได้รับรางวัล Laurence Oilvier Award สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม จากการแสดงเป็น”คนบ้า” ใน King Lear ซึ่งออกแสดงที่ National Theatre ปี 1993 เขาได้รับรางวัล Clarence Derwent Award สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยม จากการรับบทเป็น “โพโลนิอุส” ใน Hamlet และรับบทเป็น “แชโลว์” ในHenry IV PT II ซึ่งออกแสดงที่ RSC (ซึ่งเป็นบทที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Laurence Olivier Award สาขานักแสดงสมทบยอดเยี่ยมด้วย) นอกเหนือจากการแสดงอันโดดเด่นบนเวทีละครแล้ว แบรดลีย์ยังผลงานภาพยนตร์อีกหลายเรื่องด้วยกันได้แก่ Gabriel and Me ของ อูดายัน แพรแซด; To Catch a Falling Star ของรอดนีย์ บุชเชอร์; Blow Dry ของแพดดี บรีธแน็ค; Theb King is Alive ของคริสเตียน เลิฟริง; Tom’s Midnight Garden ของวิลเลร์ด แคร์รอลล์; Left Luggage ของจีโรน แครบบ์; Kangaroo Palace ของร็อบ มาร์ชันต์ และ Prick Up Your Ears ของสตีเฟน เฟรียร์

นอกเหนือจากละครเวที และภาพยนตร์แล้ว แบรดลีย์ก็ยังเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาของแฟนๆ จอแก้วอีกเช่นกัน ด้วยบทบาทการแสดงอันหลากหลายในผลงานโทรทัศน์หลายต่อหลายเรื่องด้วยกัน เช่น The Way Live Now; Station Jim; The Major of Casterbridge; The Wilsons; Vanity Fair; Where the Heart is; Our Mutual Friend; Bramwell; Reckless; Cracker; Band of Gold; Our Friend in the North; Martin Chuzzlewit; Fair Game; Full Stretch; Buddha of Surburbia; Between the Lines and Shadow of the Noose

Crew - ทีมงาน ผู้กำกับ

Crew - ทีมงาน ผู้กำกับ

ทีมงานส ร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ประกอบด้วย จอห์น ซีล (The Perfect Storm, The Talented Mr. Ripley และเคยได้รับรางวัลออสการ์จาก The English Patient) ทำหน้าที่กำกับภาพ ; สจ๊วต เคร้ก เจ้าของรางวัลออสการ์จาก The English Patient, Dangerous Liaisons, Gandhi ทำหน้าที่ออกแบบฉาก ; ริชาร์ด ฟรานซิส-บรู๊ซ ที่เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก Air Force One, Se7en, The Shawshank Redemption ทำหน้าที่ผู้ตัดต่อ และ จอห์น วิลเลี่ยมส์ ที่มีผลงานเด่นๆ มากมาย เป็นผู้ประพันธ์ดนตรีประกอบ

– ผู้กำกับ – Christopher Columbus
– First Assistant Director (First Unit) – Chris Carreras
– Assistant Director (Second Unit) – Josh Robertson
– Second Assistant Director (First Unit) – Robert Grayson
– Second Assistant Director (Second Unit) – Dan John
– Third Assistant Director – Fiona Richards
– Producer – David Hayman
– Assistant to Producer – Ivan Cook
– Executie Producer(s) – J.K. Rowling, Chistopher Columbus, Mark Radcliffe, Michael Barnathan, Duncan Henderson
– Composer for Sound Track – John Williams
– Screen Writer – Steve Kloves
– Casting Director(s) – John Dartigue, Janet Hirshenson, Jane Jenkins
– Casting Assistant – Amy McKee
– Cinematographer – John Seale
– Film Editing – Richard Francis-Bruce
– Production Designer – Stuart Craig
– Head of Makeup – Amanda Knight
– Makeup Effects Designer – Nick Dudman
– Makeup Effects Designer’s Personal Assistant – Nicki Hughes
– Key Makeup Artist – Clare Le Vesconte
– Costume Design – Judianna Makovsky
– Costume Assistant – David J. Evans
– Costume Buyer/Costume Coordinator – Martin Mandeville
– Art Director(s) – Andrew Ackland-Snow, Michael Lamont, Steve Lawrence, Cliff Robinson
– Film Stylist(s) – Ravi Bansal, Paul Catling, Cyrille Nomberg
– Concept Artist(s) – Rob Bliss, Gert Stevens
– Storyboard Artist – Peter Chan
– Art Department Head – Jordan Crockett
– Concept Modeller – Dominic Hailstone
– Storyboard Artist – P. K. MacCarthy
– Animatronic Model Designer – Chris Barton
– Creature Designer – Vladimir Todorov
– Visual Effects Supervisor – Robert Legato
– Visual Effects Producer – Karen M. Murphy
– Concept Artist – Vladimir Todorov
– Stunt Coodiantor – Gregory Powell
– Stunt Coordinator (Second Unit) – Marc Cass
– Stunt Saftey – Gary Arthurs
– Video Coordinator – Bob Bridges
– Supervising Gaffer – John Higgins
– Animal Control/Training – Birds & Animals Unlimit

DVD - รีวิว ดีวีดี

DVD - รีวิว ดีวีดี

Harry Potter and the Sorcerer's Stone DVD
ลักษณะพิเศษของ DVD

Disc 1 (feature film)

– Cast & crew
– Teaser trailer
– Theatrical trailer

Disc 2 (bonus disc)

– Guided tour mode
– Interactive 3
– dimensional iPIX ทัวร์สถานที่สำคัญของ Hogwarts เหมือนจริง (ห้องโถงใหญ่, ห้องนั่งเล่นของกริฟฟินดอร์, หอนอนของแฮร์รี่ พอตเตอร์)
– เยี่ยมชมตรอกไดแอกอน เข้าสู่ธนาคารกริงกอตส์, ร้านขายไม้กายสิทธิ์ของมิสเตอร์โอลิแวนเดอร์, ร้านนกฮูกอายลอปส์
– เยี่ยมชมห้องสมุดของ Hogwarts ที่มีหนังสือกรีดร้องได้ คำใบ้สู่กระจกเงาแห่งแอริเซด สมุดภาพของตัวละครต่างๆ พบกับบรรดาผีของ Hogwarts
– สัมภาษณ์ David Heyman ผู้อำนวยการสร้าง และ Christopher Columbus ผู้กำกับ ที่เจาะลึก Harry Potter and the chamber of secrets (หนังภาค 2)
– ห้องเรียน: เยี่ยมชมห้องเรียนของศาสตราจารย์สเนป, มักกอนนากัล, ฟลิตวิก เพื่อค้นพบฉากใหม่ๆ พิเศษเฉพาะ VDO/DVD ชมภาพวิดีโอจากส่วนต่างๆของ Hogwarts
– สนามหญ้าของ Hogwarts – เพิ่มเติมฉากที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งจะมีเฉพาะใน VDO/DVD: ชั้นเรียนของสเนป, ชุดนักเรียนใหม่ของดัดลีย์, ป้าเพ็ตทูเนียตอกไข่, อุโมงค์รถไฟใต้ดิน, เด็กๆออกจากห้องน้ำหญิง, แฮร์รี่นั่งข้างเตาผิง, แฮร์รี่เจอการ์ดของนิโคลัส เฟลมเมล
– ร่ายเวทมนตร์ใส่แฮร์รี่และเพื่อนๆ ชมฉากเดียวกันใน 8 ภาษา – เรียนรู้การเล่นควิดดิช กีฬาโปรดของชาว Hogwarts

สิ่งพิเศษหนึ่งเดียวเฉพาะ DVD-ROM

– One Voice voice-activated technology ที่ให้ผู้ชมสามารถเข้าชมโดยคำสั่งด้วยเสียง
– ไข่อีสเตอร์ที่ถูกซ่อนอยู่
– เพิ่มเติม Interactive 3
– dimensional iPIX ทัวร์สถานที่สำคัญของ Hogwarts เหมือนจริง รวมถึงกระท่อมแฮกริด ด้วย split-screen technology
– electronic trading cards ที่พิเศษเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร
– ตัวอย่างวีดิโอเกมแฮร์รี่ พอตเตอร์จาก Electronic Arts
– ตัวอย่างเลโก้แฮร์รี่ พอตเตอร์
– ลงทะเบียนรับไปรษณีย์นกฮูก เพื่อติดตามข่าวสารเกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์
– หมวกคัดสรรจะคัดสรรผู้ชมไปสู่บ้านใดบ้านหนึ่งของ Hogwarts
– ดาวน์โหลด screensavers และลูกแก้วเตือนความจำ
– ลิ้งค์เข้าสู่เวบไซต์

Harry Potter and the Sorcerer's Stone DVD-mainmenu

Soundtrack - เพลงประกอบ

Soundtrack - เพลงประกอบ

Harry Potter and the Sorcerer's Stone Soundtrack

วางจำหน่าย : 30 ตุลาคม 2001
ประพันธ์โดย : John Williams
นำวงดนตรีโดย : John Williams

รายชื่อเพลง :

1. Prologue
2. The Arrival of Baby Harry
3. Visit to the Zoo and Letters from Hogwarts
4. Diagon Alley and The Gringotts Vault
5. Platform Nine-and-Three-Quarters and The Journey to Hogwarts
6. Entry into the Great Hall and The Banquet
7. Mr. Longbottom Flies
8. Hogwarts Forever! and The Moving Stairs
9. The Norwegian Ridgeback and A Change of Season
10. The Quidditch Match
11. Christmas at Hogwarts
12. The Invisibility Cloak and The Library Scene
13. Fluffy’s Harp
14. In the Devil’s Snare and The Flying Keys
15. The Chess Game
16. The Face of Voldemort
17. Leaving Hogwarts
18. Harry’s Wondrous World
19. Hedwig’s Theme

Trailer - ตัวอย่าง

Trailer - ตัวอย่าง

Box Office & Awards - รายได้ และรางวัลต่างๆ

Box Office & Awards - รายได้ และรางวัลต่างๆ

กำหนดการถ่ายทำ : สิงหาคม 2000 – กรกฎาคม 2001
วันเข้าฉาย : 16 พฤศจิกายน 2544
กำหนดวันออกฉายในประเทศไทย : 30 พฤศจิกายน 2544
ความยาวของหนัง : 152 นาที

เงินลงทุน : 130 ล้านเหรียญ
รายได้รวมทั่วโลก : 976.5 ล้านเหรียญ

Young Artist Awards
– Rupert Grint ได้รับรางวัล Most Promising Young Newcomer (นักแสดงเด็กหน้าใหม่)
– Emma Watson ได้รับรางวัล Best Young Actress (นักแสดงเยาวชนหญิงยอดเยี่ยม)
– Best Supporting Young Actor (nominee): Tom Felton Rupert Grint, Emma Watson, Tom Felton ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Ensemble in a Feature Film

Academy of Science Fiction, Fantasy and Horror Films
– Harry Potter and the Sorcerer’s Stone ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 9 สาขา MTV Movie Award
– Daniel Radcliffe ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัล “Breakthrough Male” (นักแสดงดาวรุ่ง) จากบทของ Harry Potter

Bowmore Scottish Screen Awards 2002
– Robbie Coltrane ได้รับรางวัล Best Actor จากบทของแฮกริด ใน Harry Potter and the Sorcerer’s Stone

Kids’ Choice Awards
Harry Potter and the Sorceror’s Stone ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 3 สาขา

– Best Book: หนังสือ Harry Potter (หนังสือยอดเยี่ยม)
– Best Video Game: Harry Potter and the Sorceror’s Stone (เกมส์ยอดเยี่ยม)
– Best Movie: Harry Potter and the Sorceror’s Stone (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)

The Costume Designers Guild

Harry Potter and the Sorceror’s Stone ได้รับรางวัลสาขา Best Costumes (รางวัลเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม) โดยผู้ออกแบบเสื้อผ้า Judianna Makovsky

Variety Club “Newcomer” Award 2001

จาก บทของพ่อมดน้อย Daniel Radcliffe ได้รับรางวัล “Newcomer” Award (นักแสดงหน้าใหม่) และ ศ.เสนป Alan Rickman, ได้รับรางวัล Best Stage Actor (นักแสดงละครเวทีฝ่ายชายยอดเยี่ยม)

Evening Standard British Film Awards

Harry Potter and the Sorcerer’s Stone ได้รับรางวัลสาขา Best Technical Achievement Award (เทคนิคยอดเยี่ยม)

Orange Film of the Year

Harry Potter and the Sorcerer’s Stone ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงภาพยนตร์แห่งปี

Broadcast Film Critics Association

Harry Potter and the Sorceror’s Stone ได้รับรางวัล Best Family Film (ภาพยนตร์สำหรับครอบครัวยอดเยี่ยม)

Online Film and Television Association

Harry Potter and the Sorceror’s Stone ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 7 สาขา

– Younger Actor or Actress: Rupert Grint (นักแสดงเด็ก)
– Younger Actor or Actress: Daniel Radcliffe (นักแสดงเด็ก)
– Adapted Screenplay: Steven Kloves (บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม)
– Production Design: Stuart Craig, Stephanie McMillan (ออกแบบยอดเยี่ยม)
– Costume Design: Judianna Markovsky (เครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม)
– Makeup: Kate Murray, Clare Le Vesconte, Nick Dudman (แต่งหน้ายอดเยี่ยม)
– Visual Effects: John Richardson, Nick Davis, Tracey Gibbons, Robert Legato (เอฟเฟกก์ยอดเยี่ยม)

Hollywood Women’s Press Club

Daniel Radcliffe ได้รับรางวัล Male Youth Discovery of the Year Award (นักแสดงเยาวชนแห่งปี)

Oscar

Harry Potter and the Sorceror’s Stone ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 2 สาขา

– Costumes (เครื่องแต่งกาย)
– Art Direction (กำกับศิลป์)

About admin

Check Also

Harry Potter and the Goblet of Fire

ภาพยนตร์ แฮร์รี …

Powered by themekiller.com anime4online.com animextoon.com apk4phone.com tengag.com moviekillers.com