Harry Potter and the Goblet of Fire

ภาพยนตร์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ถ้วยอัคนี


Goblet of Fire  Goblet of Fire


Production - เรื่องย่อ และโปรดักชั่น

Production - เรื่องย่อ และโปรดักชั่น

ความยุ่งยากกำลังรอแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ข้างหน้า

จาก การถูกคุกคามด้วยฝันร้ายที่ทำให้แผลเป็นของเขาเจ็บยิ่งกว่าที่เคย แฮร์รี่ (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) รู้สึกยิ่งกว่ายินดีที่จะได้หนีให้พ้นจากความฝันที่คอยกวนใจเขา ด้วยการไปชมการแข่งขันควิดดิชเวิลด์คัพกับรอน (รูเพิร์ท กรินท์) และเฮอร์ไมโอนี่ (เอ็มม่า วัตสัน) ผู้เป็นเพื่อนรัก

แต่ลางร้าย บางอย่างได้ปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้าที่ตั้งแคมพ์ผู้ชมการแข่งขันควิดดิช – ตรามาร สัญลักษณ์ของลอร์ดโวลเดอมอร์ ซึ่งถูกเสกขึ้นมาโดยผู้เสพความตาย สาวกของเขาซึ่งไม่เคยกล้าปรากฏตัวในที่สาธารณะตั้งแต่ครั้งที่มีผู้เห็นโว ลเดอมอร์ (ราล์ฟ เฟนส์) เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อสิบสามปีก่อน – ในคืนที่เขาสังหารพ่อแม่ของแฮร์รี่

แฮร์รี่ปรารถนาอย่างยิ่ง ที่จะได้กลับเข้าไปอยู่ภายในกำแพงของโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ ศาสตร์ฮอกวอตส์ ที่ซึ่งศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ (ไมเคิล แกมบอน) จะสามารถปกป้องเขาได้ แต่อะไรๆ ก็ดูจะแตกต่างไปจากเดิมเล็กน้อยในปีนี้

ดัมเบิลดอร์ ประกาศว่าฮอกวอตส์จะเป็นเจ้าภาพการประลองเวทไตรภาคี การแข่งขันด้านเวทมนตร์ที่ของพวกพ่อมดแม่มดที่น่าตื่นเต้นและเป็นอันตราย ยิ่ง ตัวแทนหนึ่งคนจะถูกคัดเลือกจากแต่ละโรงเรียนในสามสถาบันพ่อมดแม่มดที่ใหญ่ และมีชื่อเสียงที่สุด เพื่อเข้าแข่งขันในหลากหลายภารกิจที่เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต อันมีเป้าหมายในการครองถ้วยรางวัลไตรภาคี

พวกนักเรียนฮอกวอตส์เฝ้า มองอย่างหวั่นๆ เมื่อบรรดานักเรียนหญิงที่งามสง่าจากโรงเรียนเวทมนตร์คาถาโบซ์บาตง และหนุ่มๆ ที่ดูลึกลับและน่าเกรงขามจากโรงเรียนเดิร์มสแตรงก์ พากันหลั่งไหลเข้ามาในห้องโถงใหญ่ ทุกคนต่างกลั้นหายใจคอยการคัดเลือกตัวแทนของพวกเขา

เจ้าหน้าที่ จากกระทรวงเวทมนตร์ บาร์ตี้ เคร้าช์ (โรเจอร์ ลอยด์ แพ็ค) และศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ เป็นประธานพิธีประชุมกลางแสงเทียนที่เต็มไปด้วยการรอคอย ในขณะที่ถ้วยอัคนีซึ่งเปี่ยมมนตร์ขลังคัดเลือกนักเรียนหนึ่งคนจากแต่ละ โรงเรียนเพื่อเข้าแข่งขัน ท่ามกลางประกายและเปลวไฟที่เจิดจ้า ถ้วยอัคนีได้ขานนามวิคเตอร์ ครัม (สแตนิสลาฟ ไออาเนฟสกี้ นักกีฬาควิดดิชชื่อดังจากเดิร์มสแตรงก์ ตามมาด้วย เฟลอร์ เดอลากูร์ (เคลมองซ์ โพเอซี) ผู้งามสง่าจากโบซ์บาตง และท้ายที่สุด เซดริก เกรกอรี่ (โรเบิร์ต แพตตินสัน) หนุ่มเนื้อหอมผู้สามารถแห่งฮอกวอตส์ แต่แล้ว อย่างที่ไม่มีใครอธิบายได้ ถ้วยอัคนีก็ส่งชื่อสุดท้ายออกมา : แฮร์รี่ พอตเตอร์

ด้วยอายุ 14 ปี แฮร์รี่ยังขาดอีกสามปีจึงจะมีสิทธิเข้าร่วมการแข่งขันอันแสนยากเย็นนี้ได้ เขายืนยันว่าไม่ได้ใส่ชื่อตัวเองลงไปในถ้วย และเขาไม่อยากเข้าแข่งขัน แต่การตัดสินใจของถ้วยอัคนีนั้นถือเป็นข้อผูกพัน และเขาต้องเข้าร่วมแข่งขันด้วย

ความกังขาและริษยาเกิดขึ้นตามมาไม่ หยุดหย่อน ยิ่งเมื่อนักข่าวจอมสาดโคลนอย่างริต้า สกีตเตอร์ (มิแรนด้า ริชาร์ดสัน) โหมกระพือไฟใส่สีอยู่เบื้องหลังแฮร์รี่ด้วยคอลัมน์ซุบซิบที่หวือหวาของเธอ จนแม้กระทั่งรอนเองก็ยังเริ่มที่จะเชื่อว่าเพื่อน “ที่อยากดัง” ของเขาได้ใช้อุบายหลอกให้ถ้วยเลือกชื่อเขาขึ้นมา

ด้วยความสงสัยว่า ใครก็ตามที่ใส่ชื่อของแฮร์รี่ลงไปในการประลอง มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้เขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ดัมเบิลดอร์จึงขอให้อลาสเตอร์ “แม้ด-อาย” มู้ดดี้ (เบรนแดน กลีสัน) อาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดผู้แปลกประหลาด ช่วยใช้ตาวิเศษที่เฉียบคมของเขาจับตาพ่อมดวัยรุ่นไว้

แฮร์รี่เตรียม ตัวรับมือกับภารกิจที่แสนท้าทายในการประลองเวทไตรภาคี – การหลบหลีกให้พ้นจากมังกรพ่นไฟ การดำดิ่งสู่ก้นบึ้งทะเลสาบใหญ่ และการหาทางเดินในเขาวงกตที่มีชีวิตของมันเอง แต่ไม่มีอะไรที่น่ากลัวยิ่งไปกว่าสิ่งที่ช่างท้าทายกว่าอะไรทั้งสิ้น – การหาคู่เต้นรำสำหรับงานฉลองคริสต์มาส

สำหรับแฮร์รี่ การรับมือกับมังกร ชาวเงือก และกรินดี้โลว์ เปรียบได้กับการเดินเล่นในสวนสาธารณะ เมื่อเทียบกับการขอนัดกับโช แชง ผู้น่ารัก (เคธี่ เหลียง) ไปงานเต้นรำ และถ้าหากว่ารอนไม่ถูกเบี่ยงเบนความสนใจมากเกินไป บางทีเขาอาจยอมรับความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกที่เขามีต่อเฮอร์ไมโอนี่ก็ เป็นได้

เหตุการณ์ต่างๆ กลายเป็นลางร้ายเมื่อมีใครคนหนึ่งถูกฆ่าตายในบริเวณโรงเรียนฮอกวอตส์ ด้วยความหวาดกลัวและถูกหลอนด้วยความฝันเรื่องโวลเดอมอร์ แฮร์รี่จึงหันไปหาดัมเบิลดอร์ แต่แม้กระทั่งอาจารย์ใหญ่ผู้น่านับถือก็ยังยอมรับว่าไม่มีคำตอบง่ายๆ ให้อีกต่อไปแล้ว

ในขณะที่แฮร์รี่และตัวแทนคนอื่นๆ ต้องรับมือกับภารกิจสุดท้าย และกิ่งก้านสาขาที่งอกอย่างรวดเร็วของเขาวงกตที่น่ากลัว บางคนหรือบางสิ่งกำลังจับตามองอยู่ พวกเขามองเห็นชัยชนะอยู่เบื้องหน้า แต่เมื่อเข้าไปใกล้ถ้วยไตรภาคี ทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น – และแฮร์รี่ก็ได้พบว่าตัวเขากำลังพุ่งตรงเข้าไปสู่การเผชิญหน้ากับมาร ร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส ภูมิใจเสนอผลงานสร้างของ เฮย์เดย์ ฟิลม์ ภาพยนตร์ของ ไมค์ นิวเวลล์ เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire นำแสดงโดย แดเนียล แรดคลิฟฟ์, รูเพิร์ท กรินท์, เอ็มม่า วัตสัน, รอบบี้ โคลเทรน, ราล์ฟ เฟนน์ส, ไมเคิล แกมบอน, แบรนแดน กลีสัน, เจสัน อิซาคส์,แกรี่ โอล์ดแมน, อลัน ริคแมน, แมคกี้ สมิธ, และ ทิโมธี สปอลล์

จากการกำกับการแสดงของ ไมค์ นิวเวลล์ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย เดวิด เฮย์แมนจากบทภาพยนตร์ของ สตีฟ โกลฟส์ โดยเค้าโครงเรื่องจากนิยายของ เจ. เค. โรว์ลิ่ง ผู้อำนวยการบริหาร ได้แก่ เดวิด บาร์รอนและ ทันย่า เซกาห์ตเชน, ผู้กำกับภาพ โรเจอร์ แพรตต์, BSC; ผู้ออกแบบฝ่ายศิลป์ สจ๊วต เครก; ผู้ลำดับภาพ มิค ออดสลีย์; ผู้อำนวยการสร้างร่วม ปีเตอร์ แมคโดนัล; ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เจนีย์ เทมไมม์; และดนตรีโดย แพททริค ดอยล์

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจัดอันดับเป็น “PG-13” โดย MPAA เนื่องจาก “ฉากต่างๆที่มีความรุนแรงแบบจินตนาการ และภาพต่างๆ ที่ดูน่ากลัว”

ภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire มีกำหนดออกฉายทั่วโลกในเดือน พฤศจิกายน/ธันวาคม ปี 2005

Harry Potter and the Goblet of Fire จัดจำหน่ายทั่วโลก โดย วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิกเจอร์ส หนึ่งในกลุ่มบริษัท วอร์เนอร์ บราเดอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนท์

ปีสี่ : ตัวแทน & ความท้าทาย

ช่วง เวลาที่เบิกบานใจและยากเย็นที่สุดในชีวิตของเขากำลังคอยแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ ในขณะที่เขากลับมายังโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์เป็น ปีที่สี่ของการศึกษา ใน Harry Potter and the Goblet of Fire ภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่องที่สี่จากหนังสือชุดที่โด่งดังเรื่อง Harry Potter ของ เจ.เค. โรว์ลิ่งส์

แฮร์รี่ไม่เพียงแต่ต้องเข้าร่วมการแข่งขัน นานาชาติที่แสนอันตราย ซึ่งทำให้เขาต้องประลองกับคู่ต่อสู้ที่มีอายุและประสบการณ์มากกว่า แต่เขายังต้องถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ จอมมารโวลเดอมอร์ผู้ชั่วร้าย ซึ่งตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะหวนคืนสู่อำนาจ – และกำจัดแฮร์รี่ให้พ้นทางอย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนว่าเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ทำให้ความกังวลของแฮร์รี่ลดน้อยลงไป จากข่าวที่สะเทือนใจนี้ได้ นั่นคือการต้องหาคู่สำหรับงานเต้นรำฉลองคริสต์มาส

การเรียนในปีนี้ ยังจะนำความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่สองเพื่อนรักของแฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ ซึ่งอาจยอมรับความรู้สึกที่เปลี่ยนไประหว่างทั้งคู่ในที่สุด ในขณะที่พวกวัยรุ่นต้องรับมือกับความกังวลด้านฮอร์โมน ความรักก็ผลิบานในใจผู้ใหญ่เช่นกัน – เมื่อไฟรักปะทุในอกของที่ปรึกษาผู้ที่แฮร์รี่ไว้วางใจอย่างแฮกริด และมาดามมักซีม อาจารย์ใหญ่ผู้งามสง่าของโรงเรียนโบซ์บาตง

“เรื่อง นี้เป็นหนังที่ท้าทายที่สุดของทุกเรื่อง” เดวิด เฮย์แมน ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชุด Harry Potter กล่าว “เราต้องการคนที่จะสามารถกำกับฯ หนังระทึกขวัญที่ ทั้งมืดหม่นและตื่นเต้น ผลักดันฉากแอ็คชั่นต่างๆ ที่น่าตื่นเต้นและในเวลาเดียวกันก็ยังสามารถเข้าถึงสัญชาตญาณ และความอ่อนไหวไปจนถึงอารมณ์ขันของวัยรุ่นได้ เราควรมองหนังเหล่านี้ให้หลากหลายเช่นเดียวกับ Dance with a Stranger, Donnie Brasco และ Four Weddings and a Funeral เพื่อชื่นชมว่ามีผู้กำกับฯ เพียงไม่กี่คนที่มีทักษะและพรสวรรค์หลากหลายอย่างไมค์ นิวเวลล์”

“สำหรับ ผม อรรถรสของเรื่องนี้คือความระทึกขวัญ” นิวเวลล์กล่าว “มีฉากมากมายที่น่าอัศจรรย์ ตั้งแต่ความตื่นเต้นของการประลองเวทไตรภาคี ไปจนถึงอามรมณ์ขันและความสะเทือนใจของงานเต้นรำ แต่การขับเคลื่อนเรื่องราวระทึกขวัญอันยอดเยี่ยม ซึ่งมีความชั่วร้ายอย่างแท้จริงที่พยายามจัดการแฮร์รี่ – และเขาคนเดียวเท่านั้นที่มีพลังที่จะรับมือกับมันได้”

ลางบอกเหตุใน ตอนที่เรื่องราวเริ่มต้น แฮร์รี่ถูกคุกคามด้วยฝันร้ายที่ทำให้แผลเป็นรูปสายฟ้าของเขาต้องเจ็บปวด ความเจ็บปวดของเขากลายเป็นความหวาดกลัวเข้ากระดูก ในระหว่างการแข่งขันควิดดิชเวิลด์คัพ เมื่อเหล่าสาวกของลอร์ดโวลเดอมอร์ ผู้เสพความตาย ได้สร้างรอยไหม้บนท้องฟ้าด้วยตรามารของพ่อมดร้าย ซึ่งเป็นการประกาศถึงผู้นำของพวกเขาเป็นครั้งแรกนับแต่การหายตัวไปของเขา เมื่อสิบสามปีก่อน

แม้กระทั่งดัมเบิลดอร์อาจารย์ใหญ่ที่น่านับถือของ ฮอกวอตส์ก็ยังไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์ลึกลับเหล่านี้หมายถึงอะไร ในความพยายามที่จะสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างสามโรงเรียนเวทมนตร์คาถาที่ยิ่ง ใหญ่ที่สุดสามโรงเรียนของยุโรป ฮอกวอตส์จะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันประลองเวทไตรภาคี การแข่งขันแสนระทึกใจที่ต้อนรับบรรดานักเรียนและอาจารย์ของสองโรงเรียนคาถา พ่อมดแม่มดแห่งยุโรป เพื่อมาพำนักและศึกษาในปีการศึกษาของฮอกวอตส์

“ดัมเบิลดอร์ พยายามเตรียมโลกของพ่อมดแม่มดให้พร้อมสำหรับช่วงเวลามืดหม่นข้างหน้า” เฮย์แมนตั้งข้อสังเกตุ “กิริยาท่าทางของเขาเน้นถึงแกนเรื่องของหนัง ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่จะเข้ากับผู้อื่นซึ่งแตกต่างไปจากเรา ถ้าพวกเขาดีก็ไม่สำคัญว่าจะมาจากไหน”

เนื่องจากการเสี่ยงอันตรายที่ เกิดขึ้นในการแข่งขันไตรภาคี บาร์ตี้ เคร้าช์ หัวหน้ากองความร่วมมือด้านเวทมนต์ระหว่างประเทศ จึงมีประกาศิตว่านักเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 17 จะไม่สามารถเข้าร่วมแข่งได้ – ตัดโอกาสที่แฮร์รี่และเพื่อนๆ วัย 14 ปีจะได้ร่วมแข่งขัน แต่เมื่อถ้วยอัคนีอันศักดิ์สิทธิ์ทำการคัดเลือกหนึ่งตัวแทนจากแต่ละโรงเรียน เพื่อเข้าแข่งขัน มันได้ทำให้ทุกคนตกตะลึงเมื่อตัวแทนคนที่สี่ถูกขนานนามขึ้น : แฮร์รี่ พอตเตอร์

ไม่ว่าแฮร์รี่จะคัดค้านแค่ไหน การตัดสินของถ้วยอัคนีถือเป็นข้อผูกพัน และเขาไม่มีทางเลือกแต่ต้องเข้าแข่งขันในการประลองที่แสนทรหดกับนักเรียนที่ อายุมากกว่า และมีทักษะด้านเวทมนตร์ที่เหนือชั้นกว่า

“สิ่งที่ผมชอบ ในตัวแฮร์รี่ก็คือเขาไม่ได้เป็นพระเอกในแง่ของเรื่องคลาสสิค หรือซูเปอร์แมนผู้พิชิตทุกสิ่ง” แดเนียล แรดคลิฟฟ์ ผู้ซึ่งดูหนังระทึกขวัญเรื่อง North by Northwest ตามคำแนะนำของนิวเวลล์ เพื่อเตรียมตัวถ่ายทำหนังเรื่องนี้ “แฮร์รี่มีความเปราะบาง เขาหวาดกลัว แม้ว่าเขาจะช่วยคนมากมาย ผมว่าเขาอยากที่จะจบเรื่องราวแต่หนหลัง และจบความเป็น ‘พระเอก’ ของเขา แต่เมื่อชื่อของเขาถูกส่งออกมาจากถ้วย เขาก็กลับเข้าไปอยู่ในแสงไฟอีกครั้งหนึ่ง เขาไม่เพียงแต่ต้องรับมือกับเสียงวิจารณ์จากทุกคน แต่ยังรู้ตัวว่าเขาไม่ได้ใส่ชื่อลงไปในถ้วยอัคนี – ใครสักคนต้องใส่มันลงไป”

เมื่อ แฮร์รี่หันไปหาอาจารย์ผู้ที่เขาไว้ใจเพื่อขอคำแนะนำและการปกป้อง เขากลับต้องประหลาดใจที่ได้พบว่า ดัมเบิลดอร์เองกำลังยุ่งยากใจในการพยายามค้นหาความหมายของบรรดาเหตุการณ์ลึก ลับที่เกิดขึ้น “โลกของแฮร์รี่ต้องสั่นคลอนโดยสิ้นเชิง” แรดคลิฟฟ์กล่าว “เป็นครั้งแรกที่แฮร์รี่เห็นว่าดัมเบิลดอร์เป็นชายแก่ที่ไม่มีความสามารถ เต็มที่อีกต่อไป และไม่อยู่กับร่องกับรอย บางสิ่งหรือบางคนเข้ามาป่วนฮอกวอตส์และพยายามขจัดเขา แต่ดัมเบิลดอร์ไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันมาจากไหนหรือจะหยุดมันอย่างไร”

“ดัมเบิลดอร์ ควบคุมตัวไม่ได้และกำลังหวาดกลัว” ไมเคิล แกมบอนกล่าว เขากลับมารับบทเดิมอีกครั้งเป็นอาจารย์ใหญ่ผู้ที่ได้รับความนับถืออย่างสูง ในเรื่อง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban “เขาแบกภาระหนักอึ้งไว้บนสองบ่า สร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกนักเรียน และเมื่อมารร้ายเข้าครอบงำฮอกวอตส์ เขาไม่รู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไร”

ด้วย ความสงสัยว่าใครก็ตามที่ใส่ชื่อของแฮร์รี่ลงไปในการประลอง ไม่ได้ตั้งใจให้เขาชนะ ดัมเบิลดอร์จึงขอให้อลาสเตอร์ “แม้ด-อาย” มู้ดดี้ (เบรนแดน กลีสัน) อาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดผู้แปลกประหลาด ช่วยใช้ตาวิเศษที่เฉียบคมของเขาจับตาพ่อมดวัยรุ่นไว้ จนกว่าพวกเขาจะรู้ถึงความหมายที่แท้จริงของบรรดาเหตุการณ์ที่เป็นลางร้าย

มู้ดดี้ เป็นมือปราบมารชื่อดังแห่งตำนาน หรือผู้จับกุมพ่อมดชั่วร้าย ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เติมเต็มครึ่งหนึ่งของคุกอัซคาบันด้วยนักโทษที่ เป็นสาวกของโวลเดอมอร์ แต่หลายปีของการต่อสู้กับสิ่งชั่วร้ายในแถวหน้าก็มีราคาค่างวดของมัน ร่องรอยการต่อสู้ได้ฝากรอยแผลไว้ มู้ดดี้ใช้ดวงตาเวทมนตร์สีฟ้าที่เห็นทุกอย่างทะลุปรุโปร่งของเขา เพื่อช่วยในการขัดขวางพวกชั่วร้ายที่เขาเห็นได้ในทุกเงามืด

“มู้ดดี้ เป็นนักดวลปืนที่ใช้ไม้กายสิทธิ์” เบรนแดน กลีสันกล่าว เขาเป็นนักแสดงที่มากความสามารถซึ่งเป็นที่รู้จักจากการแสดงที่ทรงพลังของ เขาในภาพยนตร์เรื่อง Braveheart, Cold Mountain, Troy และ The Gangs of New York “เขาเป็นคนที่ขับไล่สิ่งชั่วร้ายไปจากสิ่งดีและตัวเขาเองก็บิดเบี้ยวไปเพราะ พวกมัน สิ่งหนึ่งที่ไมค์ นิวเวลล์แนะนำในตอนแรกที่เราคุยกันถึงเรื่องตัวละคร ว่าบาดแผลใหญ่ของมู้ดดี้ได้ทำลายเขาอย่างมาก นับเป็นความยิ่งใหญ่ที่ได้แสดงในบทที่สื่อถึงเขา ผู้ซึ่งมาถึงฮอกวอตส์อย่างหมดสภาพ แต่ได้กลายเป็นคนที่เด็กๆ ไว้เนื้อเชื่อใจ”

มีแบบแผนของความบ้าในตัวมู้ดดี้ แม้ว่ารูปแบบความรักที่รุนแรงของเขามักจะทำให้พวกนักเรียนหวาดผวาและเกิด เสียงครหาตามมา “สิ่งที่ทำให้ผมชอบเกี่ยวกับตัวละครนี้” กลีสันพูดอย่างครุ่นคิด “ก็คือเขาทำให้ผมนึกถึงครูเก่าๆ บางคนของผม เขาไม่มีเวลาให้ศึกษาจากตำราหรือเสียเวลากับมัน เขาอยากแสดงให้ชายหญิงรุ่นเยาว์พวกนี้รู้ว่าต้องเจอกับอะไร – พวกชั่วร้ายมีอยู่ทั่วไปและพวกเขาควรรู้ว่าจะเผชิญกับมัน เขาเป็นประเภทลุยเดี่ยว เดินบนทางที่ถูกต้อง เขาไม่เชื่อในการสั่งสอนอย่างออมมือสำหรับแฮร์รี่และนักเรียนคนอื่นๆ เพราะมันไม่ได้ช่วยให้พวกเขาเตรียมตัวเจอกับของจริง”

“มู้ดดี้เป็น ตัวละครที่ซับซ้อนและท้าทาย” เฮย์แมนตั้งข้อสังเกตุ “เบรนแดนสร้างความสมดุลย์ระหว่างความโหดร้ายและอารมณ์ขันให้กับบทนี้ และทำให้เขาทั้งน่าเกรงขามและเป็นที่รัก”

“เราไม่ค่อยเห็นนักแสดงที่ มีความลึกและสามาระอย่างเบรนแดน” นิวเวลล์กล่าวเสริม ก่อนหน้านี้เขาเคยร่วมงานกับกลีสันในปี 1992 กับหนังครอบครัวผจภัยเรื่อง Into the West “บางทีมันอาจเป็นจริงสำหรับคนไอริชทั้งหมด แต่เบรนแดนมีคุณสมบัติพื้นฐานที่มีส่วนหนึ่งดุร้ายและอีกส่วนใสซื่อ บริสุทธิ์ ซึ่งเหมาะมากที่เขาได้รับบทของตัวละครที่มีหลายบุคลิกแบบนี้”

ตา กลสีฟ้าของมู้ดดี้ถูกทำขึ้นสำหรับภาพยนตร์โดยผู้ควบคุมเอ็ฟเฟ็ค นิค ดัดแมน และผู้ควบคุมวิชวลเอ็ฟเฟ็ค จิมมี่ มิทเชล “ตากลายมาเป็นตัวละครตัวหนึ่ง” นิวเวลล์บอก “แต่การเปิดเผยอย่างหมดเปลือกว่าเราทำมันขึ้นมาอย่างไรอาจทำให้เสียอรรถรส สำหรับผู้ชมก็เป็นได้”

ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาน เจนี่ เทมิเมะได้รับแรงบันดาลใจจากสปาเกตตี้ เวสเทิร์นส์เมื่อตอนที่เธอออกแบบเสื้อคลุมสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของมู้ดดี้ แผ่นหนังขนาดใหญ่ที่ถูกใช้จนโทรมและหัวเข็มขัดที่ดูหมองเพราะผ่านกาลเวลามา ยาวนานเหมือนเจ้าของ “มู้ดดี้เป็นนักรบ ชายคนนี้ไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว พูดตามจริงเขาอาศัยอยู่ในเสื้อคลุม” เทนิเมะกล่าว “เรามีทีมงานที่ใช้เวลาหนึ่งอาทิตย์ทำให้เสื้อคลุมดูเก่าและทรุดโทรมเพื่อ ให้เหมือนถูกใช้สวมใส่มาทั้งชีวิต”

ในขณะที่มูดดี้พยายามจะปกป้อง แฮร์รี่จากพลังลึกลับทั้งหลายที่ข่มขู่เอาชีวิตเขา พ่อมดวัยรุ่นยังต้องต่อสู้กับแรงกดดันในทางร้ายอีกต่างๆนานา : นักข่าวหญิงจอมสาดโคลน ริต้า สกีตเตอร์ เธอผู้ไม่คำนึงถึงศีลธรรมจรรยาพอๆ กับความร้อนแรง สกีตเตอร์ไม่ยอมหยุดให้กับอะไรทั้งสิ้น และทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ข่าวอันโอชะสำหรับคอลัมน์ซุบซิบของเธอ

“ริ ต้าเขียนสิ่งที่คนอยากได้ยินและเธอคิดว่าจะทำให้พวกเขาอ่านต่อไป” นักแสดงสาวชื่อดังระดับนานาชาติ มิแรนด้า ริชาร์ดสันบอก ผลงานภาพยนตร์หลากหลายของเธอ ได้แก่ The Hours, Sleepy Hollow, Enchanted April และผลงานระทึกขวัญยอดนิยมของไมค์ นิวเวลล์เมื่อปี 1985 เรื่อง Dance With a Stranger “เธอจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้เรื่องที่เธอเขียนไว้ล่วงหน้าในหัวของ เธอ เมื่อใดที่อันตรายมีมากขึ้นเธอก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้น ความคิดเกี่ยวกับความตายจวนตัวหรือการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นเป็นข่าวที่น่า สนใจ และมันทำให้เธอตื่นตัว”

“ริต้าหลักแหลมและอึด แต่เธอหว่านเสน่ห์จนเยิ้ม – นั่นเป็นวิธีหาข่าวของเธอ” นิวเวลล์อธิบาย “มิแรนด้าเป็นนักแสดงที่มีพรสวรรค์มาก เธอทิ้งช่วงอารมณ์ขันได้อย่างเหมาะเจาะ และในเวลาเดียวกันเธอก็สามารถถ่ายทอดความร้ายได้อย่างออกรส”

สกี ตเตอร์โหมกระพือไฟใส่สีอยู่เบื้องหลังแฮร์รี่ ถึงความน่าสงสัยในการถูกเลือกเข้าแข่งขันประลองเวทไตรภาคีของเขา และขุดลึกถึงชีวิตส่วนตัวของเขา – และของเฮอร์ไมโอนี่ “เธอร้ายกาจมากเลยละ!” เอ็มม่า วัตสันร้องบอก “ดูเหมือนริต้าจะประกาศศึกกับเฮอร์ไมโอนี่ เธอเน้นถึงความไม่มั่นใจของเฮอร์ไมโอนี่ในการปกป้องตัวเอง เช่นในการเป็นหนอนหนังสือหรือศิษย์ของครู อย่างที่ศาสตราจารย์ทรีลอนีย์ทำในเรื่องที่สาม”

ไม่น่าแปลกใจที่ รสนิยมการแต่งตัวของนักข่าวหญิงจะแปลกประหลาดหลุดโลกพอๆ กับตัวของเธอ “ริต้ารู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องแต่งตัวให้เข้ากับวาระเท่าๆ กับการพูดเรื่องจริง – อย่างที่เธอเห็น – สำหรับผู้อ่านของเธอ” ริชาร์ดสันเล่า “เท่าที่เธอเข้าใจ เธอเป็นเพียงคนเดียวที่แต่งตัวดี”

“ฉัน ได้แรงบันดาลใจจากเสื้อผ้ายุค 1980” เจนี่ เทมิเมะกล่าวถึงการออกแบบของเธอให้กับเสื้อผ้าของริต้า สกีตเตอร์ “สีร้อนแรง แข็ง และจำเพาะเจาะจงกับเรื่องราวที่เธอกำลังสืบเสาะ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้แข่งขันประลองเวทเผชิญหน้ากับความท้าทายของภารกิจแรกกับพวกมังกร เธอแต่งชุดที่เนื้อผ้าคล้ายกับลายหนังงู เมื่อเธอไปร่วมชมภารกิจดำน้ำ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ชุดของเธอเป็นสีเขียวมีพิษสงดูน่าสะอิดสะเอียน”

แฮร์ รี่พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่วอกแวกไปกับความประพฤติที่ประหลาดของมู้ดดี้ หรือคำนินทาที่ร้ายกาจของริต้า สกีตเตอร์ ในขณะที่ความหวาดกลัวการเผชิญหน้ากับลอร์ดโวลเดอมอร์ – พ่อมดร้ายที่สังหารพ่อแม่ของเขา – เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ หรือ “คุณก็รู้ว่าใคร” ที่ทำให้ทุกคนในโลกพ่อมดแม่มดที่เอ่ยถึงต้องถึงกับตัวสั่น ทั้งโหดร้าย อำมหิต และไร้ความเห็นใจใดๆ แฮร์รี่เป็นเพียงคนเดียวที่รอดมาได้จากคำสาปพิฆาตของจอมมาร – ความสามารถอันน่าตกใจที่ทิ้งบาดแผลไว้ในความรู้สึกของเขา ซึ่งเลวร้ายยิ่งไปเสียกว่ารอยแผลเป็นที่พาดเป็นรอยบนหน้าผากของเขาเสียอีก

“คำ ว่า ‘ศัตรู’ ไม่ได้เครื่องตัดสินความสัมพันธ์ของพวกเขา” แรดคลิฟฟ์กล่าว “แฮร์รี่เกลียดทุกอณูของโวลเดอมอร์ เขาต้องการสังหารเขาเพื่อแก้แค้นสำหรับการที่พ่อแม่ถูกฆ่า แต่เขาก็หวาดผวาไปในเวลาเดียวกันด้วย”

“มันยากที่จะแสดงเป็นใครก็ตาม ที่มีความชั่วร้าย” ราล์ฟ เฟนน์สยืนยัน อาชีพของทำให้ได้ผ่านงานแสดงที่หลากหลายตั้งแต่เป็นตัวละครเอก โรแมนติค และวายร้ายในภาพยนตร์อย่างเรื่องThe Constant Gardener, Red Dragon, Maid in Manhattan, The English Patient และเรื่องที่ทำให้เข้าโค้งรางวัลออสการ์อย่าง Schindler’s List “ในการหารือของผมกับไมค์เกี่ยวกับตัวละคร เราคุยกันถึงการทำให้โวลเดอมอร์มีคุณสมบัติของมนุษย์ เพราะการแสดงให้เป็น ‘ปีศาจ’ อย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ ‘ปีศาจ’ มักถูกถ่ายทอดให้แยกเขี้ยวยิงฟันและถ่มถุย ผมอยากให้การถ่ายทอดบทโวลเดอมอร์ของผมมีความเป็นปีศาจที่ลึกล้ำและจริงจัง มันมาจากความกลัว สิ้นหวังและไร้ความสุข โวลเดอมอร์เป็นเด็กที่ไม่มีใครยอมรับ เขามีชีวิตวัยเด็กที่ไม่มีความสุขอย่างมาก และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นเพาะบ่มความโกรธ อิจฉา และเกลียดชังของเขา”

“โว ลเดอมอร์เป็นคนที่ไม่รู้จักความรัก” เฮย์แมนกล่าว “เขาคิดว่าความรักเป็นข้อบกพร่อง ตัวคนของเขาเป็นปีศาจโดยแท้ คนที่มีพลังและเสน่ห์ ราล์ฟเป็นนักแสดงที่มีความลึกล้ำมาก และเขาสามารถจับเอาความซับซ้อนของเสน่ห์และมือหม่นของโวลเดอมอร์ได้อย่างยอด เยี่ยม”

ด้วยความเดือดดาลว่าตำนานของแฮร์รี่ พอตเตอร์ – เด็กชายผู้รอดชีวิต – ได้บดบังชื่อเสียงของเขา โวลเดอมอร์ใช้เวลาสิบสามปีที่ผ่านมาเพื่อหวนคืนสู่พลังที่สูญเสียไปในคืนที่ พ่อแม่ของแฮร์รี่ตาย ด้วยความช่วยเหลือจากหางหนอน คนรับใช้ผู้ฟูมฟาย จอมมารได้กลับคืนสู่สภาพของมนุษย์เพื่อทำลายล้างแฮร์รี่ให้สิ้นซาก

“ไมค์ เชี่ยวชาญในการค้นหาอารมณ์ที่แกว่งไกวอย่างคาดเดาไม่ได้ของโวลเดอมอร์ ความแค้นที่พลุ่งพล่านของเขา” เฟนส์กล่าว “มีช่วงเวลาที่ความโกรธของเขาปะทุใส่แฮร์รี่และช่วงอื่นๆ ที่เขาเกือบอารมณ์รื่นเริง เราไม่มีทางรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร”

“คน เราน่ากลัวได้อย่างเหลือเชื่อในขณะเดียวกับที่มีเสนห์ แต่เราสงสัยว่าพวกเขาอาจทำสิ่งที่รุนแรงได้ในทันทีทันใด” เขากล่าวต่อ “ถ้าเรานั่งตรงข้ามใครสักคนที่ยื่นไวน์แก้วนึงกับของขวัญมาให้เรา แต่เรารู้ว่าเขาแทงเมียตัวเองตาย มันค่อนข้างเขย่าขวัญอยู่”

“ราล์ฟ เป็นโวลเดอมอร์ที่ค่อนข้างน่ากลัว” นิวเวลล์ยืนยัน “(เห็นได้ว่าเขาบ้า ดูจากสายตาเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้) ผมถูกตรึงติดกับพื้นเวลาดูเขาในจอ”

“มัน เป็นประสบการณ์ที่เข้มข้นมาก” แรดคลิฟฟ์เล่าถึงการเข้าฉากของเขากับเฟนส์ “ผมได้เรียนรู้จากการดูเขา วิธีที่เขาใช้ร่างกายและมือ โดยเฉพาะในตอนที่โวลเดอมอร์คืนร่างเป็นครั้งแรก มันยอดเยี่ยมที่สุด”

“แด เนียลต้องอดทนกับผมอย่างมาก” เฟนส์เล่าอย่างขำๆ “นี่คือเด็กชายที่ผูกติดอยู่กับชายที่สร้างรอยแผลไว้บนหัวของเขา หัวเราะและดีใจกับความเจ็บปวดที่เขากำลังทำให้เกิดขึ้น เขาต้องแสดงเหมือนว่าเขาตกอยู่ในความทรมาณและหวาดกลัวโดยไม่ต้องใช้คำพูดมาก มาย ผมชื่นชมเขาเป็นอย่างมาก”

ได้มีการไตร่ตรองเป็นอย่างมากสำหรับ ตัวตนของโวลเดอมอร์ เพราะนับเป็นครั้งแรกของการปรากฎตัวเป็นมนุษย์เต็มรูปแบบในภาพยนตร์ชุด Harry Potter “ตอนที่ราล์ฟมาร่วมทีมนักแสดง เดวิด เฮย์แมนบอกกับผมว่า คุณจะทำให้หน้าเขาเละใช่ไหม?” นิวเวลล์ทวนความจำ “ผมว่า ไม่ ไม่ ราล์ฟแสดงบทปีศาจได้ เขาขุดมันขึ้นมาจากจิตวิญญาณของเขาได้ แล้วผมก็กลับไปนอนคิดตอนสุดสัปดาห์ว่า ผมน่าจะทำให้หน้าเขาเละนะ”

“หลานสาวหลานชายผมอยากมาที่กองถ่ายแทบแย่เพื่อดูลุงราล์ฟแสดงเป็นโวลเดอมอร์” เฟนส์เล่าทบทวน “แต่ตอนที่มาถึงพวกเขากลับจำผมไม่ได้!”

นิ ค ดัดแมนผู้ควบคุมงานเอ็ฟเฟ็คและทีมงานได้สร้างคอนเซปท์สำหรับการใช้เมคอัพของ โวลเดอมอร์ ซึ่งใช้ของเทียมปริมาณไม่มากในการสร้างสีผิวซีดเผือดให้กับเฟนส์ และเส้นเลือดที่ปูดโปนบนหนังหัว แขน และมือของเขา

“การใช้เมคอัพ เป็นแบบง่ายๆ และเป็นรูปแบบที่ดูขึงขัง” เฟนส์เล่า หัว แขน และหน้าอกของเขาถูกโกนในขั้นตอนการแต่งตัว “ผมอยากใช้เมคอัพให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อให้เป็นอิสระในการเคลื่อนไหว แนวคิดก็คือโวลเดอมอร์เพิ่งมีผิวหนังใหม่ เขาใหม่ในร่างนี้ เขากำลังทดสอบมัน อร่อยกับพลังของมัน”

ผ้าไหม เนื้อเบาถูกใช้เป็นวัสดุสำหรับเสื้อคลุมร่างของโวลเดอมอร์ สร้างภาพของเขาให้เป็นเหมือน “สัตว์เลื้อยคลานที่ล่องลอย” อย่างที่เฟนส์บรรยายถึงชุดของเขา “เมื่อเราได้เห็นโวลเดอมอร์เป็นคนที่มีรูปร่างเต็มๆ เหมือนว่าเขากำลังสวมผิวสีดำที่ลอยอยู่ ไม่สวมรองเท้า มันไม่ถูกถ้าเขาจะมีรองเท้า เขาเพิ่งออกมาจากหม้อต้ม”

“เราอยากใช้ ชุดที่เรียบง่าย อะไรที่ไม่หนักอย่างที่พวกศาสตราจารย์ใส่” เฮย์แมนกล่าว “เป็นอะไรที่ประหยัด ไม่ได้หรูหรา เพราะว่าเขาเป็นคนต่อต้านความสุนทรีย์ ผู้เสพความตายอาจหลงใหลกับเพชรและของสวยงาม แต่ไม่ใช่โวลเดอมอร์”

ช่วง งานหลังการถ่ายทำ ทีมงานวิชวลเอ็ฟเห็คใช้ดิจิตอลตกแต่งจมูกของเฟนส์ใหม่ ทำให้ราบลงเพื่อสร้างภาพของงูร้ายที่เน้นถึงรากเหง้าสลิธิรีนของโวลเดอมอร์ “มันน่ากลัวจริงๆ” เฮย์แมนพูดถึงการแปลงโฉมด้วยดิจิตัลของเฟนส์ “แต่ในรูปแบบที่เงียบเชียบและไม่สงบนิ่ง”

~ Preliminary Production Information ~

Harry Potter and the Goblet of Fire นับเป็นภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่องที่ 4 ของนวนิยายชุดที่ได้รับความนิยมของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง เรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์, แฮร์รี่ (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) ต้องเข้าแข่งขันตามที่ถูกเลือกอย่างลึกลับ ในการประลองเวทไตรภาคีของพ่อมด การแข่งขันระดับนานาชาติอันน่าตื่นเต้น ซึ่งเขาต้องต่อสู้กับนักเรียนที่มีประสบการณ์และอายุมากกว่าจากฮอกวอตส์และ คู่แข่งจาก 2 โรงเรียนเวทมนตร์คาถาของยุโรป ในระหว่างนั้น สาวกแห่งจอมมาร ลอร์ดโวลเดอมอร์ (ราล์ฟ เฟนน์ส) ปรปักษ์ของแฮร์รี่ ส่งคลื่นความกลัวปกคลุมทั่วประชาคมพ่อมดและแม่มดด้วยตรามารของเขาบนท้องฟ้า ที่งานแข่งขันควิดดิช เวิลด์คัพ เป็นสัญญาณแห่งการกลับมามีอำนาจของโวลเดอมอร์ แต่สำหรับแฮร์รี่แล้ว นี่ไม่ใช่ข่าวที่รบกวนจิตใจจนทำให้เขาต้องวิตกกังวลอย่างเดียวเท่านั้น – เขายังจะต้องหาคู่ควงเพื่อไปงานเลี้ยงเต้นรำวันคริสต์มาสของฮอกวอตส์ อีกด้วย

การเดินทางครั้งใหม่เริ่มต้น

ภาย ใต้การนำของผู้กำกับการแสดงชื่อดัง ไมค์ นิวเวลล์ (จาก Four Wedding and a Funeral , Mona Lisa Smile) ภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire ของวอร์เนอร์ บราเดอร์สนี้ นับเป็นภาพยนตร์ดัดแปลงเรื่องที่ 4 จากนวนิยายชุดที่ได้รับความนิยมอย่างมากของ เจ. เค. โรว์ลิ่ง เรื่อง Harry Potter

ใน Harry Potter and the Goblet of Fire แฮร์รี่ พอตเตอร์ พ่อมดน้อยวัย 14 ปีต้องเผชิญกับการท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาที่เคยพบมา: ไม่เพียงแต่เขาต้องแข่งขันในการประลองนานาชาติที่มีภยันตราย เขาต้องต่อสู้กับผู้ที่มีประสบการณ์และอายุมากกว่าเขา แฮร์รี่ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับปรปักษ์ของเขา จอมมาร ลอร์ด โวลเดอมอร์ ผู้ซึ่งได้กลับมาเรืองอำนาจ และได้ร่างกลับคืนมาอีกด้วย ข่าวที่รบกวนจิตใจนี้ดูด้อยไปถนัดใจ เมื่อเปรียบเทียบกับความวิตกกังวลของพ่อมดน้อย ในการที่จะต้องหาคู่ควงเพื่อไปงานเลี้ยงเต้นรำวันคริสต์มาสของฮอกวอตส์ให้ ได้

เดวิด เฮย์แมนซึ่งผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ ซีรี่ส์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ เชื่อว่านิวเวลล์นั้นเป็นผู้กำกับการแสดงที่เป็นคนที่ใช่ ในการทำให้เกิดความสมดุลของการสืบสวน ความสนุกสนาน แอ็คชั่นและความเป็นดราม่า “มีหลายคนถามว่าเราตั้งใจที่จะหาผู้กำกับการแสดงเชื้อสายอังกฤษ และนั่นมันไม่ใช่ประเด็น” เฮย์แมนกล่าว “เราต้องการคนที่เหมาะสมกับงานนี้ที่สุดและ ไมค์ นิวเวลล์ นั้นมีคุณสมบัติทุกอย่างที่เราต้องการสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งในอีกหลาย ๆ อย่างเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ท้าทายที่สุดในซีรี่ส์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ เราต้องการใครสักคนที่สามารถกำกับความตื่นเต้นที่มืดหม่นเต็มไปด้วยความ ตื่นเต้นของการค้นคว้าสืบสวน นำไปสู่ฉากแอ็คชั่นต่อเนื่องที่เร้าใจและในเวลาเดียวกันจะต้องมีความคิด สร้างสรรค์และอารมณ์ในมุขต่าง ๆ ของความเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง คุณต้องดูหนังหลายเรื่องอย่างเช่นเรื่อง Dance with a Stranger เรื่อง Donnie Brasco และเรื่อง Four Weddings and a Funeral เพื่อชื่นชมว่ามีผู้กำกับการแสดงเพียงไม่กี่คนที่จะมีความสามารถหลากหลายและ ทักษะอย่างที่ ไมค์ นิวเวลล์มี”

“ผมตื่นเต้นมากเมื่อผมได้อ่าน หนังสือ” นิวเวลล์เล่า “ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ชาญฉลาด และชัดเจนเรื่องหนึ่งและจุดหลักของเรื่องคือความตื่นเต้น แน่นอนว่ามันมีฉากหลายต่อหลายฉากที่ยอดเยี่ยม – มังกรทั้งหลาย งานใต้น้ำและความเป็นคอมเมดี้มากมาย – แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องดำเนินไปได้คือการวางแผนการในการกลับมาของ
โวลเด อมอร์ ซึ่งเขาต้องการเลือดสามหยดของแฮร์รี่ โวลเดอร์มอร์วางแผนทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้แฮร์รี่มาอยู่ภายใต้ อำนาจของเขา และอาวุธเดียวที่แฮร์รี่มีเพื่อป้องกันตัวก็คือความกล้าหาญของเขาเอง และครั้งนี้เขาจะต้องช่วยเหลือตัวเอง – เพื่อเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง”

การรวมตัวของนักแสดง Harry Potter : นักแสดงเพิ่มเติมและหน้าเก่าที่คุ้นเคย

แด เนียล แรดคลิฟฟ์หนุ่มน้อยวัย 15 ปี สาวน้อยวัย 14 ปี เอ็มม่า วัตสันและอีกหนุ่มหนึ่งคือ รูเพิร์ท กรินท์ วัย 16 ปี ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งเพื่อรับบทบาทที่พวกเขาเคยร่วมแสดงตั้งแต่เริ่ม ต้นคือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์และ รอน วิสลีย์ ตามลำดับ

การ กลับมาของสมาชิกนักแสดงวัยรุ่นยังรวมไปถึง ทอม เฟลตันในบทบาทของ คู่แข่งของแฮร์รี่จาก สลิธีรีน คือ เดรโก มัลฟอย; แมทธิว ลูวิสรับบทเป็น เนวิลล์ ลองบัตท่อม; เดวอน เมอร์เรย์แสดงเป็น เซมัส ฟินนิแกน; เจมี่ เวย์เล็ตต์แสดงเป็น วินเซนต์ แครบบ์; โจชัว เฮิร์ดแมนแสดงเป็นเกรกอรี่ กอยล์; อัลฟี่ อีนอคแสดงเป็น ดีน โทมัส; โอลิเวอร์ และ เจมส์ เฟล์ฟแสดงเป็น เฟร็ดและจอร์จ วีสลีย์; บอนนี่ ไรท์แสดงเป็น จินนี่ วีสลีย์; และคริส แรนกิ้นแสดงเป็นเพอร์ซี่ วีสลีย์

ผู้ที่เข้ามาร่วมกับกลุ่มนักแสดง วัยรุ่นคือ โรเบิร์ต แพตติสัน (จากเรื่อง The Ring) แสดงเป็น เซดริก ดิกกอรี่; สแตนิสลาฟ ชาวบัลแกเรีย แสดงเป็นนักกีฬาควิดดิชซุปเปอร์สตาร์คือ วิกเตอร์ ครัม ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกในอาชีพทางการแสดงของเขา; เครเมนซ์ โพแอซีย์ (จากเรื่อง Bienvenue chez les Rozes และเรื่อง Petite Soeur) แสดงเป็น สาวสวยจากโบซ์บาตง เฟลอร์ เดอลากูร์: และเคธี่ เหลียง ผู้ซึ่งสมัครเข้ารับการคัดเลือกตัวแสดงและพบว่าเธอเป็นหนึ่งในผู้สมัครสาว รุ่นกว่า 5,000 คนที่มีความหวังว่าจะได้รับบทบาทเป็นขวัญใจของแฮร์รี่ พอตเตอร์ คือ โช แชง (ไม่เลวเลยสำหรับเด็กสาวที่ไม่เคยแสดงอะไรมาก่อนเลย – แม้แต่ละครของโรงเรียน)

ในกลุ่มนักแสดงผู้ใหญ่นั้น ยังได้ต้อนรับสมาชิกใหม่สำหรับทีมงานนักแสดงที่นำทีมโดย ราล์ฟ เฟนน์ส (จากภาพยนตร์เรื่อง Maid in Manhattan เรื่อง Red Dragon และเรื่อง The English Patient) แสดงเป็น จอมมาร ลอร์ดโวลเดอมอร์ เฟนน์สเป็นนักแสดงคนแรกที่รับบทเป็นศัตรูที่กล้าแกร่งของแฮร์รี่ในจอ ภาพยนตร์ เพราะภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire นี้เป็นเรื่องแรกที่มีการปรากฏตัวของ โวลเดอมอร์ในร่างกายของมนุษย์จากซีรี่ส์ภาพยนตร์ของ Harry Potter

นัก แสดงที่มาร่วมงานกับเฟนน์สคือ เบรนด้า กลีสัน (จากเรื่อง Troy เรื่อง Cold Mountain เรื่อง Braveheart) แสดงเป็น อาจารย์สอนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืดคนใหม่ของ ฮอกวอตส์ แม้ด-อาย มู้ดดี้; มิแรนด้า ริชาร์ดสัน (จากภาพยนตร์เรื่อง The Hours เรื่อง Enchanted April เรื่อง Damage) แสดงเป็นริต้า สกีตเตอร์ นักหนังสือพิมพ์ช่างขุดคุ้ย; ฟรานเชส เดอ ลา ทัวร์ (จากภาพยนตร์เรื่อง The Cherry Orchard เรื่อง Strike it Rich) รับบทเป็น มาดาม มักซีม ครูใหญ่ของโรงเรียนเวทมนตร์คาถาโบซ์บาตง; โรเจอร์ ลอยด์ แพค (จากเรื่อง Vanity Fair เรื่อง Only Fools and Horses จากโทรทัศน์ช่อง BBC) แสดงเป็น บาร์ตี้ เคร้าช์ หัวหน้ากองความร่วมมือด้านเวทมนต์ระหว่างประเทศ; เพดจา เจลเลค (จากเรื่อง Eurotrip) แสดงเป็น อิกอร์ คาร์คารอฟ ครูใหญ่ของโรงเรียนเดิร์มสแตรงก์; เจฟฟ์ รอว์ล (จากเรื่อง Inspector Calls II เรื่อง Baal เรื่อง Drop the Dead Donkey ทางโทรทัศน์ช่อง 4) แสดงเป็น เอม็อส ดิกกอรี่; และ เดวิด เทนนันท์ (จากเรื่อง Bright Young Things) แสดงเป็น บาร์ตี้ เคร้าช์ในตอนเด็ก

ทีมงานนักแสดงผู้ใหญ่ทีมเดิมยังได้รวมไปถึง รอบบี้ โคลทรานแสดงเป็น แฮกริด ซึ่งเป็นผู้เก็บรักษากุญแจและบริเวณของฮอกวอตส์; เซอร์ ไมเคิล แกมบอนแสดงเป็น อัลบัส ดัมเบิลดอร์ อาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์; โรเบิร์ต ฮาร์ดี้แสดงเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนต์ คอร์นีเลียส ฟัดจ์; เชอร์ลี่ย์ เฮนเดอร์สันแสดงเป็นเมอร์เทิลจอมคร่ำครวญ; เจสัน อิซาอัค แสดงเป็น ลูเซียส มัลฟอย ศิษย์เก่าของสลิธีริน; แกรี่ย์ โอล์ดแมน แสดงเป็นพ่อทูนหัวของแฮร์รี่ ซิเรียส แบล็ก; อลัน ริคแมนแสดงเป็นศาตราจารย์ เซเวอรัส สเนป ผู้ลึกลับ; ดาม แมคกี้ สมิธแสดงเป็นศาสตราจารย์ มิเนอร์ว่า มักกอนนากัล; ทิโมธี่ สปอลล์แสดงเป็น ปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์ ; และ มาร์ค วิลเลี่ยมส์แสดงเป็น อาเธอร์ วีสลีย์

เกี่ยวกับการสร้าง

การ สร้างภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire นั้นเริ่มตั้งแต่ตอนปลายฤดูใบไม้ผลิของ ปี 2004 ที่ โรงถ่ายลีฟสเดน สตูดิโอ ฮาร์ทฟอร์เชอร์ในประเทศอังกฤษ หลังจากการถ่ายทำที่ ลีฟเวสเดนและสถานที่ถ่ายทำหลายที่รวมทั้งที่มหาวิทยาลัย อ็อกซ์ฟอร์ด เวอร์จิเนีย วอร์เตอร์ในเซอร์เรย์ แอสช์ริดจ์ในฮาร์ดฟอร์ไชน์และเกลน เนวิสในสก๊อตแลนด์ ปิดกล้องในเดือนมีนาคม ปี 2005

ทีมงานการสร้าง ยินดีที่ได้หัวหน้าฝ่าย สเปเชี่ยล เอฟเฟคคือ จอห์น ริชาร์ดสัน กลับมาร่วมงานอีกครั้ง นิค ดั๊ดแมน หัวหน้าฝ่ายสร้างสรรค์เอ็ฟเฟคและผู้ออกแบบฉากที่ได้รับตุ๊กตาทองถึงสามครั้ง ได้แก่ สจ๊วต เครก (จากภาพยนตร์เรื่อง The English Patient เรื่อง Dangerous Liaisons และเรื่อง Gandhi) เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทองสำหรับงานของเขาจากภาพยนตร์ เรื่อง Harry Potter and the Sorcerer’s Stone เช่นเดียวกันกับผู้เขียนบทภาพยนตร์คือ สตีฟ โคลฟส์ เครค ริชาร์ดสัน และ ดั๊ดแมน ได้ร่วมกันใช้ทักษะความเชี่ยวชาญให้กับภาพยนตร์ Harry Potter ทั้งสี่เรื่อง

และผู้ที่ได้กลับมาร่วมงานกับทีมงานสร้าง Harry Potter อีกครั้งคือผู้กำกับภาพโรเจอร์ แพร็ตต์ (Harry Potter and the Chamber of Secrets) ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย เจนี่ย์ เทมไมม์ (ภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban) และหัวหน้าทีม วิช่วล เอ็ฟเฟคคือ จิม มิทเชลล์ (จากภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets)

มิค ออดสลีย์ (จากภาพยนตร์เรื่อง Mona Lis Smile เรื่อง High Fidelity) รับหน้าที่เป็นผู้ลำดับภาพโดยเป็นการร่วมงานกับทีมงานเป็นครั้งแรก รวมทั้งผู้แต่งเพลงคือ แพททริค ดอยล์ (จากเรื่อง Bridget Jones’ Diary เรื่อง Gosford Park และเรื่อง Love Labour’s Lost)

สองสิ่งในสิ่ง ที่ท้าทายที่สุดสำหรับทีมงานสร้างคือการจัดฉากงานเลี้ยงเต้นรำวันคริสต์มาส และทำให้เหตุการณ์สามสิ่งที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยอันตรายของการประลอง เวทไตรภาคีของพ่อมด กลายมาเป็นเรื่องจริง

เพื่อการมีชีวิตอยู่ – มีเพียงหนึ่งเดียวที่ต้องชนะ – การแข่งขัน แฮร์รี่และผู้ร่วมแข่งขันที่มีประสบการณ์มากกว่าเขา อาจจะพึ่งพาอาวุธได้เพียงสองอย่าง : ไม้กายสิทธิ์และไหวพริบของตนเอง สิ่งแรกในการแข่งขันท้าประลองนั้นคือการที่แฮร์รี่จะต้องต่อสู้กับมังกร ยักษ์ฮังการีหางหนาม ที่มีลมหายใจเป็นไฟ ในการเตรียมงานถ่ายทำฉากนี้ทีมงานสเปเชี่ยลเอฟเฟคได้สร้างมังกรหุ่นยนต์ที่ มีความสูงถึง 30 ฟุตและตกแต่งไปด้วยอุปกรณ์ที่ใช้ในการพ่นไฟ

การแข่ง ขันอย่างที่สองนั้นสั่งให้พ่อมดหนุ่มน้อยและแม่มดสาวน้อยทั้งหลายดำดิ่งลงไป ในทะเลสาบดำ และต่อสู้กับปีศาจน้ำที่มีชื่อว่า กรินดี้โลว์เพื่อช่วยชีวิตของเพื่อนที่รักที่สุดของพวกเขา ในขณะที่ทีมงานการสร้าง Goblet of Fire ได้สร้างแท้งค์น้ำที่ได้กลายมาเป็นแท้งค์น้ำในการถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีความ ลึกที่สุดในยุโรป แดเนียล แรดคลิฟฟ์และดาราที่ร่วมแสดงคือ โรเบิร์ต แพตติสัน สแตนนิสลาฟ อิวาเนสกี้และ เครเมนซ์ โพแอซีย์ ได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงเพื่อเรียนรู้การดำน้ำ นอกจากนี้แรดคลิฟฟ์ยังต้องฝึกฝนการกลั้นลมหายใจและแสดงโดยไม่มีเครื่องมือใน การช่วยหายใจ ในขณะที่ต้องว่ายน้ำด้วยมือและเท้าที่ติดกันเป็นพืด

ทีม งานนักแสดงวัยรุ่นยังต้องเข้าเรียนการเต้นรำแบบบอลรูม ก่อนหน้าที่จะมีการถ่ายทำฉากงานเลี้ยงเต้นรำวันคริสต์มาสที่อลังการ และสำหรับฉากนี้ทีมงานแผนกศิลป์ได้เปลี่ยนหอประชุมขนาดยักษ์ให้กลายมาเป็น ฉากของฤดูหนาว ในดินแดนน่ามหัศจรรย์ที่เต็มไปด้วยสีเงินและน้ำแข็งที่ออกแบบสำหรับเทศกาล ทีมงานออกแบบเครื่องแต่งกายยังได้สร้างสรรค์ชุดราตรีที่เลิศหรู – รวมไปถึง เครื่องแต่งกายล้าสมัยที่น่าเศร้าของรอน – เพื่อเป็นการเน้นให้เห็นถึงความตื่นเต้นและความเคอะเขินของนักเรียนทั้งหลาย ในตอนที่พวกเขาได้เริ่มเข้ามาในงานที่น่าตื่นตาตื่นใจครั้งหนึ่งในชีวิตของ พวกเขา

 

Cast – นักแสดง

Cast – นักแสดง

แดเนียล แร็ดคลิฟฟ์
ตัวละคร : แฮร์รี่ พอตเตอร์
แสดงโดย : แดเนียล แร็ดคลิฟฟ์

แดเนียล แรดคลิฟฟ์ (แฮรี่ พอตเตอร์) อายุ 16 ปี ได้กลับมารับบทแฮร์รี่ พอตเตอร์อีกครั้งหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire ภาคที่สี่ในภาพยนตร์ชุดเรื่องดัง Harry Potter

การเข้ามารับบทเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ พ่อมดน้อย ทำให้แดเนียลได้รับการยอมรับจากทั่วโลกและจากรับรางวัลจาก Variety Club ของ Great Britain’s Best Newcomer Award ซึ่งออกฉายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2002 ในช่วงเดือนเมษายนปี 2002 นั้นเขายังได้รับเกียรติรับรางวัลอันทรงเกียรติ David Di Donatello Award ซึ่งมอบให้โดย Intaly’s Ente David Di Donatello สำหรับบทบาทอันยอดเยี่ยมที่เขาแสดงเป็นแฮร์รี่และสำหรับความทุ่มเทของเขาที่มีให้กับอนาคตของภาพยนตร์

แดเนียล ได้เริ่มงานแสดงทางโทรทัศน์ของ British Channel ในเดือนธันวาคมปี 1999 เมื่อเขารับบทของเดวิด คอพเพอร์ฟิลด์ในตอนเด็กทางโทรทัศน์ช่อง BBC โดยได้รับการกล่าวขวัญเป็นอย่างมากจากเรื่อง David Copperfield ซึ่งเป็นดราม่าที่กำกับการแสดงโดยไซมอน เคอร์ติส โดยรับบทเป็น ดาม แมคกี้ สมิธซึ่งในตอนนี้ได้ร่วมแสดงกับเขาเป็นศาตราจารย์ มักกอนนากัล

ก่อนหน้าที่จะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter ในตอนแรกเขาได้ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาโดยแสดงเป็นลูกชายของ เจมี่ ลี เคอร์ติสและเจฟฟรีย์ รัช ในผลงานของ จอห์น บอห์แมนเรื่อง The Tailor of Panama

ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมปี 2002 เขายังได้เป็นแขกรับเชิญแบบเซอร์ไพร์ซให้กับคอมเมดี้ที่ได้รับรางวัลหลายตอนของ โอลิวิเยร์ เรื่อง The Play What I Wrote ซึ่งกำกับการแสดงโดย เคนเน็ธ บรานาห์ ที่โรงละคร Wyndhams Theatre ในย่านลอนดอน เวสท์ เอนด์

ในช่วงเวลาว่าง แดเนียลสนใจทางด้านภาพยนตร์และดนตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งวงดนตรีเพลงร๊อคและวงอินดี้ของประเทศอังกฤษ

รูเพิร์ต กรินท์

ตัวละคร : รอน วีสลีย์
แสดงโดย : รูเพิร์ต กรินท์

หนุ่มน้อยอายุ 17 ปี รูเพิร์ท กรินท์ (รอน วีสลีย์) กลับมารับบทเดิมที่เคยแสดงเป็นน้องชายสุดท้องของตระกูลวีสลีย์และเพื่อนรักที่สุดของแฮร์รี่ย์ ถึงแม้ว่าภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Sorcerer’s Stone จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขาในวงการบันเทิง ความสามารถที่เป็นธรรมชาติของเขาทำให้เขาได้รับการยอมรับจากทั่วโลก และสาธารณชนและยังได้รับการเสนอชื่อสำหรับนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมของ British Critics’ Circle

ตั้งแต่เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ Harry Potter เรื่องแรกเขาได้ร่วมแสดงกับ ไซมอน คัลโลว์และสตีเฟน ฟราย เป็นศาสตราจารย์หนุ่มน้อยที่เสียสติในผลงานของ ปีเตอร์ ฮิววิตต์เรื่อง Thunderpants และตัวเขาได้ร่วมแสดงอีกครั้งเมื่อไม่นานนี้ในบทบาทของ รอน วีสลีย์ในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets และเรื่อง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban

รูเพิร์ท เป็นพี่คนโตของน้อง ๆ ห้าคนและมีความคล้ายคลึงกับความเป็นรอน ที่ไม่น้อยไปกว่าการที่ต้องใส่เสื้อผ้าต่อจากพี่ ๆ หรือมีความรักในของหวานอย่างไม่รู้จักเบื่อของเขา

ก่อนหน้าที่จะได้รับบทบาทของ รอน วีสลีย์นี้เขาได้ร่วมแสดงละครของโรงเรียนโดยร่วมกับกลุ่มละครท้องถิ่น การแสดงของเขารวมไปถึงบทบาทของแก๊งค์รูสเตอร์ในเรื่อง Annie และละครเรื่อง Peter Pan โดยแสดงเป็น รัมเปิ้ลสติลสกิ้นในเรื่อง Grimm Tales

เขาเติบโตเป็นหนุ่มขึ้นมากจากแรกเริ่มที่ผู้ชมได้ตอบรับเขาเมื่อหลายปีก่อน ในฐานะหนุ่มน้อยวีสลีย์ที่ดูไม่จืดและน่าขัน และตอนนี้เขากลับกลายเป็นหนุ่มน้อยอายุ 17 ที่มีความมั่นใจ เราจะพบรูเพิร์ทได้ตามสนามกอล์ฟในเวลาว่างที่เขาไม่ต้องแสดงภาพยนตร์

เอมม่า วัตสัน

ตัวละคร : เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์
แสดงโดย : เอมม่า วัตสัน

สาวน้อยอายุ 15 เอ็มม่า วัตสัน (เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์) กลับมารับบทบาทที่แสดงอย่างยอดเยี่ยมอีกครั้งสำหรับหนอนหนังสือที่มีใจอ่อนโยนอย่าง เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ ถึงแม้ว่าบทบาทนี้จะต้องเริ่มที่จะพัฒนาความสนใจในหลายสิ่งหลายอย่างนอกเหนือไปจากหนังสือในตอนนี้

ในการรับบทเป็น เฮอร์ไมโอนี่ในภาพยนตร์เป็นการแสดงเรื่องแรกในวงการบันเทิงของเธอ ถึงแม้ว่าความสามารถของเธอจะแสดงออกมาให้เห็นตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก

ผลงานการแสดงที่ยอดเยี่ยมของเธอในบทบาทของ เฮอร์ไมโอนี่ได้ทำให้เอมม่าได้รับเกียรติมากมายจากทั่วโลกรวมถึงรางวัล AOL Award สองปีติดต่อกันในฐานะนักแสดงสนับสนุนยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets และเรื่อง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban เธอยังได้รับการลงคะแนนสำหรับดารานักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban จากนักอ่านของนิตยสาร Total Film

เอมม่ายังคงให้ความสำคัญทางด้านการแสดง การเรียน และกิจกรรมที่โรงเรียนอย่างเท่าเทียมกัน เธอเป็นนักกีฬาฮ๊อคกี้ที่สามารถ นักกีฬาเน็ตบอล เทนนิส ราวน์เดอร์และเป็นนักกรีฑารุ่นเยาว์ เธอยังได้ทุนทางด้านศิลปะและเป็นที่เชิดหน้าชูตาสำหรับห้องแต่งตัวที่สร้างสรรค์และสีสดสวยที่สุดของสตูดิโอ งานอดิเรกอื่น ๆ ของเธอยังรวมไปถึง: ไปเยี่ยมเยียนเพื่อน ๆ และครอบครัว การเดินทาง การเต้นรำ (จังหวะสตรีท แจ๊ส, ฮิพฮ็อพ, ซัลซ่า และการเต้นรำแบบบอลรูมเบื้องต้นสำหรับบทบาทของเธอในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire) รวมทั้งการร้องเพลงอีกด้วย

ทอม เฟลตัน

ตัวละคร : เดรโก มัลฟอย
แสดงโดย : ทอม เฟลตัน

หนุ่มน้อยอายุ 18 ปี ทอม เฟลตัน (เดรโก มัลฟอย) กลับมาเป็นศัตรูคนสำคัญของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นักเรียนชายบ้านสลิธีริน เดรโก มัลฟอย บทบาทที่เขาแสดงเองทั้งสี่ตอนในภาพยนตร์ Harry Potter

ทอมได้เริ่มอาชีพทางการแสดงมาแล้วเก้าปี และได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์จอเงินเรื่องแรกของเขาในปี 1996 เมื่อเขารับบทบาทของ พีกรีนในผลงานของปีเตอร์ ฮิววิตต์เรื่อง The Borrowers ในปี 1999

เขายังได้รับบทบาทเป็นลูกชายของโจดี้ ฟอสเตอร์ชื่อว่า หลุยส์ในภาพยนตร์เรื่อง Anna and the King เขายังได้ร่วมแสดงในซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ของอังกฤษหลายเรื่องรวมทั้งเรื่อง Bugs ซึ่งเขาแสดงในบทบาทของ เจมส์ และเรื่อง Second Sight ซึ่งร่วมแสดงกับ คลิฟ โอเว่น เป็น โทมัส อิงค์แฮม เขายังได้ร่วมแสดงในละครวิทยุสี่เรื่องทางสองช่องของ BBC โดยรับบทเป็น ไอโอธในเรื่อง The Wizard of Earthsea และรับบทเป็น เฮอร์คูลในเรื่อง Here’s to Everyone

ทอมได้รับความสนใจเป็นครั้งแรกในปี 1995 เมื่อเขาได้ร่วมแสดงภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ยอดนิยมรวมทั้งภาพยนตร์โฆษณาหลายเรื่อง และยังได้แสดงออกให้เห็นถึงความสามารถทางการแสดงตั้งแต่อายุยังน้อย เขาเป็นนักตกปลาคาร์ฟและชอบที่จะตกปลาในทุก ๆ โอกาส

Stanislav-Ianevski

ตัวละคร : วิกเตอร์ ครัม
แสดงโดย : สแตนิสลาฟ ไออานิฟสกี้

สแตนิสลาฟ ไออานิฟสกี้ ได้ร่วมทีมงานนักแสดงของภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire โดยรับบทเป็น นักเรียนจากเดิร์มสแตรงก์ คู่แข่งชิงถ้วยรางวัลไตรภาคีที่มีชื่อว่า วิกเตอร์ ครัม ซึ่งเป็นการแข่งขันกับฮอกวอตส์และโบซ์บาตง

เขาอายุ 20 ปี มีเชื้อสายบัลกาเรีย สแตนิสลาฟ ถูกค้นพบโดยบังเอิญสำหรับบทของครัมในขณะที่เขาเรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำในประเทศอังกฤษ สแตนิสลาฟเป็นนักเรียนประจำในอังกฤษมานาน 4 ปี เมื่อผู้กำกับฝ่ายคัดสรรตัวละครไปเยี่ยมที่โรงเรียนของเขาและโดยบังเอิญได้ยินเขาพูดอยู่ที่ระเบียง ผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกตัวแสดง ฟิโอน่า เวียร์ ถามหัวหน้าฝ่ายการแสดงว่าสแตนิสลาฟจะเต็มใจที่จะมาทดสอบบทสำหรับตัวแสดง วิคเตอร์ ครัมหรือไม่ สแตนิสลาฟได้เข้ารอบแต่ติดที่การเรียนเขาจึงไม่สามารถไปร่วมการทดสอบบทครั้งที่สองได้ และคิดว่าโอกาสที่จะได้รับเลือกให้แสดงนั้นมีน้อยมาก

สแตนิสลาฟได้รับโอกาสอีกครั้งเพื่อทดสอบบทและที่สุดก็ได้เข้ารอบอีกครั้งสำหรับบทบาทนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ การแสดงนั้นอยู่ในสายเลือดและผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกตัวแสดงก็ยอมรับความสามารถที่เป็นธรรมชาติของเขา

สแตนิสลาฟได้พบกับผู้อำนวยการสร้างอีกครั้งและท้ายสุดได้พบกับผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire คือ มาร์ค นิวเวลล์ และจากนั้นเขาก็ได้รับการบอกกล่าวว่าเขาได้รับเลือกให้รับบทบาทของ วิกเตอร์ คลัม

เมื่อไม่มีงานถ่ายทำภาพยนตร์ เขาทำเหมือนอย่างที่ วิกเตอร์ ครัมชอบคือการเล่นกีฬาต่าง ๆ รวมทั้ง เทนนิส ฟุตบอล รักบี้ กรีฑาและว่ายน้ำ

katie leung

ตัวละคร : โช แชง
แสดงโดย : เคธี่ เหลียง

เคธี่ เหลียง (โช แชง) สาวน้อยวัย 18 ปี เข้าร่วมทีมงานนักแสดงของภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire โดยแสดงเป็น โช แชง นักเรียนจากบ้าน เรเวนคลอที่ฮอกวอตส์และเป็นสาวน้อยที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ แอบปลื้ม

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกและเป็นการแสดงครั้งแรกของเธอ

เคธี่ ตอบรับทีมงานให้โทร.กลับในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2004 ซึ่งเธอเอาชนะสาวน้อยกว่า 5,000 คน สำหรับบทบาทของ โช แชง เคธี่ไม่เคยมีประสบการณ์การแสดงหรือฝึกฝนมาก่อนเลย มันค่อนข้างเป็นเรื่องบังเอิญที่พ่อของเธอได้เห็นประกาศทางโทรทัศน์ช่องภาษาจีนสำหรับการคัดเลือกตัวแสดง เคธี่คิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องสนุกที่ได้มีส่วนร่วมและลองเสี่ยงโชคของเธอดู ถึงแม้ว่าวันนั้นเธอจะสนใจไปเดินช็อปปิ้งมากกว่า

ในวันที่เธอเข้าร่วมคัดสรรตัวแสดงเพื่อรับบทของ โช แชง หลังจากการประกาศผลการทดสอบครั้งแรก เคธี่ก็ต้องช็อคเมื่อได้ยินชื่อเธอว่าผ่านการคัดเลือก และผู้กำกับฝ่ายคัดเลือกตัวแสดงต้องการให้เธอกลับมาทดสอบบทเพิ่มเติม ด้วยการที่เธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางการแสดงมาก่อนเธอได้รับการชักจูงว่าเธอคงไม่ได้รับเลือก และหลังจากการทดสอบบทอีกหลายครั้ง และการเทสต์หน้ากล้อง แม่ของเธอได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าเคธี่ได้รับเลือกให้แสดงเป็น โช แชงในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire

เคธี่เป็นแฟนพันธุ์แท้ทางดนตรีและชอบฟังเพลงทุก ๆ แบบรวมไปถึง อาร์แอนด์บี ป๊อบร็อค ฮิพฮอพและเธอยังเล่นเปียโนอีกด้วย

Robert Pattinson

ตัวละคร : เซดริก ดิกกอรี่
แสดงโดย : Robert Pattinson

โรเบิร์ต แพตติสัน (เซดริก ดิกกอรี่) ร่วมทีมงานนักแสดงภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter โดยรับบทเป็น เซดริก ดิกกอรี่ พรีเฟ็คและตัวแทนอย่างเป็นทางการของฮอกวอตส์ในการเข้าแข่งขันประลองเวทไตรภาคี ซึ่งเซเดริกได้มีส่วนร่วมในภารกิจลึกลับ และรวมทั้งตัว แฮร์รี่ พอตเตอร์เองด้วย

เขาอายุ 19 ปี แพตติสันเริ่มงานในวงการบันเทิงเมื่อไม่นานมานี้ในผลงานภาพยนตร์ของ ยูลิ อีเดล เรื่อง Sword of Xanten นำแสดงโดย แซม เวสต์และเบนโน เฟอร์แมนน์

ก่อนหน้านี้ โรเบิร์ตเป็นสมาชิกของกลุ่ม Bernes Theatre Group และได้รับบทนำในผลงานของ ธอร์นตัน ไวล์เดอร์เรื่อง Own Town โดยแสดงเป็น จอร์จ กิบบ์; เขายังแสดงเป็น ท่านลอร์ด เอเวอร์ลีน โอคเล่ห์ในผลงานของ โคล พอร์ตเตอร์เรื่อง Anything Goes และรับบทเป็น อเล็กในเรื่อง Tess of the D’Urbevilles เขายังได้ร่วมรับบทเป็นมัลคัมในเรื่อง Macbeth ที่ศูนย์ศิลปะ OSO Arts Centre เมื่อไม่นานมานี้

Clemence Poesy

ตัวละคร : เฟลอร์ เดอร์ลากูร์
แสดงโดย : Clemence Poesy

เครมองซ์ โพเอซีย์ (เฟลอร์ เดอลากูร์) รับบทเป็นเฟลอร์ เดอลากูร์ นักเรียนจากโรงเรียนหญิง โบซ์บาตงซึ่งได้รับเลือกให้เข้าทดสอบความสามารถของเธอกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ เซดริก ดิกเกอรี่ และวิกเตอร์ ครัมในการประลองเวทไตรภาคี

สำหรับผู้ชมชาวอังกฤษ โพเอซีย์มีแฟนที่ติดตามเธอหลังจากการแสดงของเธอโดยรับบทเป็น ควีนแมรี่ แห่งสก๊อตแลนด์ในมินิซีรี่ส์ที่ประสบความสำเร็จทางช่อง BBC เรื่อง Gunpoder, Treason & Plot ร่วมแสดงโดย โรเบิร์ต คาร์ลิลและกำกับการแสดงโดย กิลลี่ส์ แมคคินน่อน

เรื่อง Gunpowder เป็นเรื่องแรกที่ดาราสาวชาวฝรั่งเศสคนนี้ได้รับบทนำในภาพยนตร์ของอังกฤษ และเป็นโอกาสของเธอเพื่อแสดงออกถึงความสามารถที่จะประสบความสำเร็จนอกประเทศฝรั่งเศส โดยใช้อีกภาษาหนึ่งที่แตกต่าง เธอเป็นหนึ่งในนักแสดงชาวฝรั่งเศสไม่กี่คนที่สามารถจะเปลี่ยน และทำความประทับใจรวมทั้งการใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างไร้ที่ติ ระหว่างบทบาทของเธอที่แสดงเป็นราชินีที่ได้รับการศึกษามาจากประเทศฝรั่งเศส และมีหัวใจของความเป็นสาวรุ่นอเมริกัน

หลังจากที่ปิดกล้องภาพยนตร์จากประเทศอังกฤษสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire โพเอซีย์ บินไปที่ปราคเพื่อร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง Revelations ซีรี่ส์ชุดใหม่ที่อำนวยการสร้างโดยช่อง NBC กำกับการแสดงโดย ลิลี่
ซานุคและร่วมแสดงโดย บิลล์ พูลแมน และ นาตาช่า แมคแอลฮอน ในเรื่องที่เป็น
ดราม่าที่ง่าย ๆ มีเค้าโครงมากจากพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งเธอรับบทเป็นหญิงสาวผมบลอนด์ไร้เดียงสาโดยแสดงเป็นสองด้านที่มืดมิด รวมทั้งเป็นด้านที่ท้าทายความแข็งแกร่งของจิตใจของนางฟ้าตกสวรรค์

ด้วยอาชีพที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ดาราสาวชาวฝรั่งเศสยังได้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์ที่กำลังจะออกฉายอีกมากมายที่ประเทศฝรั่งเศส อันเป็นบ้านเกิดของเธอในช่วงปี 2005 และในผลงานเหล่านั้นยังรวมไปถึงเรื่อง Mon Prisonnier ซึ่งเป็นภาพยนตร์พีเรียดกำกับการแสดงโดย ลอร์เร้นท์ โบห์นิค (จากเรื่อง 24 Hours in the Life of a Woman) ซึ่งร่วมกับ หลุยส์ การ์เรล (จากเรื่อง The Dreamers) และฟรังซัวร์ เบอร์ลิอองด์; และเรื่อง Les Animaux Domestiques ซึ่งเธอจะแสดงบทนำ ภาพยนตร์รักเรื่องนี้จะเป็นการตีแผ่ด้านไม่ดีของรายการเรียลิตี้โทรทัศน์ และกำกับการแสดงโดยผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่กำลังฝีมือขึ้นคือ อิริค ฟอร์เรสติเออร์

ในประเทศฝรั่งเศส ชื่อของโพเอซีย์นั้นเป็นที่รู้จักกันดี โดยเธอได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญหลายเรื่อง เธอรับบทนำในภาพยนตร์ผลงานของ นิน่า กรอสส์เรื่อง L’Ete d’Olga ในปี 2002 และยังรับบทเป็น แมเกลลี่ โรเซสในผลงานของ ฟรานซิส ปาลโลเรื่อง Bienvenue chez les Roses ซึ่งเธอแสดงเป็นลูกสาวของ คาโรล บูเก้

ผลงานดราม่าและมินิซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ของเธอยังทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น เธอร่วมแสดงในผลงานซีรี่ส์ ของ โอลิวิเยร์ เปอเร่ย์ เรื่อง La Vie Quand Meme (ปี2002) หรืออีกชื่อหนึ่งเมื่อออกฉายทั่วโลกว่า Life After All และร่วมแสดงในผลงานของ พาทริซ มาร์ติโนเรื่อง Tania Borealis

นอกจากแนวทางอาชีพทางการแสดงของเธอ โพเอซี่ย์อายุยังน้อยเมื่อเธอเริ่มการแสดงละครเวทีในผลงานของ เอเตียง กุยช่าเรื่อง Le Dragon และในเรื่อง Mai 45 Mai 95 และมีความรู้สึกว่าตัวเธอยังต้องเรียนรู้อีกมาก เธอได้รับการยอมรับจากโรงเรียนสอนการแสดงที่มีชื่อเสียงคือ the Conservatoire National

Matthew Lewis

ตัวละคร : เนวิลล์ ลองบัตท่อม
แสดงโดย : แมทธิว ลูวิส

หนุ่มน้อยวัย 15 ปี แมทธิว ลูวิส (เนวิลล์ ลองบัตท่อม) กลับมารับบทบาทเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์ของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่ชื่อว่า เนวิลล์ ลองบัตท่อมในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire

แมทธิวได้เริ่มอาชีพทางการแสดงเมื่อเขาอายุได้เพียงห้าขวบ หลังจากได้ร่วมกับชมรมการแสดงสมัครเล่น เขาได้รับเลือกให้รับบทเป็นเนวิลล์หลังจากที่ได้เข้าร่วมคัดเลือกตัวแสดงที่จัดให้มีขึ้นที่เมืองลีดส์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา

แมทธิวได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ซีรี่ส์ทางโทรทัศน์หลายเรื่องรวมไปถึงเรื่อง Heartbeat เรื่อง City Central เรื่อง Where the Heart Is เรื่อง Sharpe เรื่อง Emmerdale เรื่อง Dalziel and Pascoe และเรื่อง Some Kind Of Life

ช่วงที่แมทธิวไม่มีงานแสดงเขาชอบที่จะใช้เวลาอยู่กับเพื่อน อ่านหนังสือและเขียนเรื่องสั้นมากมาย ฟังเพลงร็อค เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์และกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกอล์ฟ แมทธิวยังเคยได้ร่วมเป็นนักเรียนการบิน และเมื่อไม่นานมานี้ได้พัฒนาความสนใจของเขาทางด้านการผลิตภาพยนตร์ เขายังเป็นผู้สนับสนุนสำหรับชมรมฟุตบอลของลีดส์อีกด้วย

Robbie Coltrane

ตัวละคร : รูเบอัส แฮกริด
แสดงโดย : รอบบี้ โครเทน

รอบบี้ โคลเทรน (รูเบอัส แฮกริด) ในบทบาทที่เป็นที่รักของทุกคนโดยแสดงเป็น รูเบอัส แฮกริด ผู้ดูแลฮอกวอตส์ ครูพิเศษและเพื่อนสนิทของ แฮร์รี่ รอนและเฮอร์ไมโอนี่

โคลเทรนเป็นหนึ่งในนักแสดงชาวอังกฤษที่ได้รับการยอมรับจากผลงานทางภาพยนตร์จอเงินและจอแก้ว ด้วยรางวัลต่าง ๆ ที่เขาได้รับจากผลงานกว่า 30 ปี ผลงานเลื่องชื่อจนถึงปัจจุบันของเขากว่า 40 เรื่องรวมไปถึง เรื่อง Ocean’s Twelve โดยแสดงเป็น แมทซุยและแน่นอนเรื่อง Harry Potter and the Sorcerer’s Stone เรื่อง Harry Potter and the Prinsoner of Azkaban เรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets ซึ่งเรื่องก่อนหน้านี้ทำให้เขาได้รับรางวัล BAFTA และการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล London Film Critics Circle Award สำหรับดาราสนับสนุนชายยอดเยี่ยมรวมทั้งรางวัล Scottish Screen’s ในฐานะ ดารานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

ผลงานสร้างชื่อของเขาเมื่อเร็ว ๆ นี้ยังรวมไปถึงภาพยนตร์ของ อัลเลนและอัลเบิร์ต ฮิวจ์ เรื่อง From Hell; ภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ตอน The World is Not Enough และตอน Goldeneye ซึ่งเขารับบทเป็น วาเลนติน ซูคอฟสกี้; ผลงานของ วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิคเจอร์ เรื่อง Message in a Bottle; เรื่อง Buddy; เรื่อง The Pope Must Die; เรื่อง Henry V; เรื่อง Let it Ride; เรื่อง Absolute Beginners; เรื่อง Defense of the Realm; เรื่อง Mona Lisa และเรื่อง Nuns on the Run ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล Peter Sellers Award สำหรับภาพยนตร์ คอมเมดี้ที่งานมอบรางวัล Evening Standard British Film Awards ในปี 1991

บางทีโคลเทรนอาจจะเป็นที่รู้จักจากบทบาทของ ฟิทซ์ในภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญจากทั่วโลกและเป็นซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมเรื่อง Cracker การประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในความเป็นดราม่าถึงสามปีพร้อมกับรางวัลต่าง ๆ รวมทั้งสองรางวัล BAFTA สำหรับ รางวัลซีรี่ส์ทางดราม่ายอดนิยมในปี 1995 และปี 1996 รางวัล The Royal Television Society Award สำหรับภาพยนตร์ดราม่ายอดเยี่ยม รางวัล Broadcasting Press Guilds Award สำหรับ ซีรี่ส์ยอดเยี่ยมในปี 1993 และรางวัล US Cable ACE Awards สำหรับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมหรือมินิซีรี่ส์

โคลเทรนนั้นได้รับรางวัลต่าง ๆ อย่างมากมายสำหรับบทบาทที่เขาแสดงเป็นตำรวจทางจิตเวช ที่ห้าว ปากไวชื่อว่า ฟริทซ์ อย่างไม่น่าเชื่อที่เขาได้รับรางวัล BAFTA สำหรับ ดาราแสดงนำทางภาพยนตร์โทรทัศน์ยอดเยี่ยมสามปีติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 1994, 1995 และปี 1996); ดาราแสดงนำทางภาพยนตร์โทรทัศน์ยอดเยี่ยมรางวัล Broadcasting Press Guilds Awards ในปี 1993; รางวัล Silver Nymph Award สำหรับดาราแสดงนำยอดเยี่ยมที่งานเทศกาล Monte Carlo Television Festival ปี 1994; ดาราแสดงนำชายยอดเยี่ยมรางวัล Royal Television Society Awards ในปี 1994; รางวัล FIPA’s Best Actor Award และรางวัล Cable Ace Award สำหรับดาราแสดงนำชายยอดเยี่ยมสำหรับภาพยนตร์หรือมินิซีรี่ส์

เมื่อไม่นานมานี้โคลเทรนร่วมแสดงในภาคสุดท้ายของภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากเรื่อง Frasier: ก่อนหน้านั้นเขาได้ร่วมแสดงและยังเป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับซีรี่ส์ที่ได้รับการกล่าวขวัญสองภาคของ ITV เรื่อง The Planman

โคลเทรนได้รับความสนใจจากผู้ชมครั้งแรกจากในเรื่อง Slab Boys ในปี 1978 ที่โรงละคร Traverse Theatre และที่โรงละคร The Hampstead Theatre ก่อนหน้านั้นในช่วงต้นปี 1980 เขาได้เริ่มต้นจากการร่วมแสดงในฉากคอมเมดี้ที่คิดไม่ถึงเรื่อง Alfresco เรื่อง A Kick Up the Eighties เรื่อง Laugh? I Nearly Paid My Licence Fee และเรื่อง Saturday Night Live

เขายังได้ร่วมแสดงในโชว์ชุด 13 Comic Strip และโชว์ทางโทรทัศน์อีกหลายชุดร่วมไปถึงชุด Blackadders III และชุด Blackadder’s Christmas Carol ร่วมทั้งยังได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล BAFTA Award ในฐานะดารานำฝ่ายชายยอดเยี่ยมสำหรับบทบาทของเขาที่แสดงเป็น แดนนี่ แมคโกลน ในผลงานของโทนี่ สมิธเรื่อง Tutti Frutti

Ralph Fiennes

ตัวละคร : ลอร์ดโวลเดอร์มอร์
แสดงโดย : Ralph Fiennes

ราล์ฟ ฟีนน์ส (ลอร์ด โวลเดอมอร์) รับบทบาทของความโลภและเป็นหนึ่งในผู้ร้ายที่น่าเกรงขามมากที่สุด ลอร์ดโวลเดอมอร์ผู้ชั่วร้าย

หลังจากเรียนมาทางศิลปะ ฟีนส์เข้าใจถึงความปรารถนาที่แท้จริงของตัวเองทางด้านการแสดงซึ่งนำพาเขาไปที่ RADA หลังจากจบการศึกษาเขาก็ได้รับบทบาทแรกในช่วงซัมเมอร์นั้นในเรื่อง Twelfth Night เรื่อง A Midsummer Night’s Dream และเรื่อง Ring Around the Moon โดยทุกเรื่องนี้ออกแสดงที่ เวทีละครกลางแจ้งใน รีเจ้นท์ ปาร์ค
หลังจากการแสดงละครทางเวทีเขาได้ร่วมกับ The Royal Shakespeare Company ในปี 1988 ผลงานการแสดงที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดของเขาในระหว่างเวลาสองปีที่เขาได้ร่วมงานกับ RSC ยังรวมไปถึง เรื่อง Henry VI ผลงานของ เอ็ดมันด์ในเรื่อง King Lear และผลงานของ เบโรวน์ในเรื่อง Love’s Labours Lost

ในปี 1991 ฟีนส์ได้ร่วมแสดงผลงานทางโทรทัศน์เป็นเรื่องแรกในภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลเรื่อง Prime Suspect ผลงานเริ่มต้นการแสดงภาพยนตร์ทางจอเงินเมื่อเขาแสดงเป็น ฮิทธ์คลิฟฟ์ในเรื่อง Wuthering Heights หลังจากนี้ ไฟเอนน์ส์ยังได้ร่วมแสดงในผลงานของปีเตอร์ กรีนเวย์เรื่อง The Baby of Macon แต่มันเป็นผลงานการแสดงจากเรื่องนี้ของเขาที่ทำให้เขาได้รับความสนใจจากวงการฮอลลีวู้ด สปิลเบิร์กคัดเลือกเขาให้แสดงคู่กับ เลียม นีสันโดยรับบทเป็นนาซีที่ชื่อ อามอน โกเอ็ธในภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญถือเรื่อง Schidler’s List ทำให้เขาไม่เพียงแต่ได้รับรางวัลดาราสนับสนุนชายยอดเยี่ยมจาก New York Critics เท่านั้น ยังรวมไปถึงรางวัล ดารานักแสดงชายยอดเยี่ยมจาก London Film Critics และรางวัลจาก the National Society of Film Critics และยังได้รับการเสนอชื่อสำหรับทั้งรางวัลลูกโลกทองคำและรางวัลตุ๊กตาทองอีกด้วย

จากบทบาทที่ได้รับการยกย่องในภาพยนตร์ที่ได้รับการกล่าวขวัญของเขายังรวมไปถึงผลงานของ โรเบิร์ต เรดฟอร์ดเรื่อง Quiz Show; ผลงานที่ได้รับรางวัลอย่างเรื่อง The English Patient ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทองเป็นครั้งที่สอง; เรื่อง Oscar and Lucinde เรื่อง The End of the Affair และเรื่อง Red Dragon ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ของเขายังรวมไปถึงเรื่อง Onegin เรื่อง Sunshine เรื่อง Spider และเรื่อง Maid in Manhattan

เมื่อไม่นานมานี้ฟีนส์ได้ร่วมแสดงในผลงานภาพยนตร์ดัดแปลงจากเรื่องของ จอห์น เลอคาเร่ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ของ เฟอร์นานโด เมอร์เรยล์ เรื่อง Constant Gardener และเรายังจะได้เห็นเขาอีกในผลงานของ เมอร์ชานท์ ไอวอรี่เรื่อง The White Countess เขายังจะให้เสียงพากย์ของ วิคเตอร์ ควอเตอร์เมนจอมขลาดกลัวในภาพยนตร์ที่กำลังจะออกฉายเรื่อง Wallace & Gromit: The Curse of the Were-Rabbit และยังร่วมแสดงบทสนับสนุนในผลงานของ มาร์ธ่า เฟนส์เรื่อง Chromophobia

ในเดือนธันวาคม 2002 เขาได้รับการเปิดตัวที่โรงละคร The Royal National Theatre ในละครเวทีเรื่องใหม่โดย คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตั้นเรื่อง The Talking Cure ซึ่งเขาแสดงเป็น คาร์ล จังค์ กำกับการแสดงโดย โฮเวิร์ด เดวี่ส์ ในปี 2003 เขาร่วมแสดงบทนำในผลงานของ อิบเซ่นเรื่อง Brand สำหรับ เอเดรี่ยน โนเบิ้ลที่ RSC และในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2005 เขาจะรับบทเป็น มาร์ค แอนโธนี่ในผลงานละครเวทีเรื่องใหม่ของ เดบเบอร่า วอร์เนอร์เรื่อง Julius Caesar

เซอร์ ไมเคิล แกมบอน

ตัวละคร : อัลบัส ดัมเบิลดอร์
แสดงโดย : เซอร์ ไมเคิล แกมบอน

เซอร์ ไมเคิล แกมบอน (อัลบัส ดัมเบิลดอร์) รับบทเดิมของเขาโดยแสดงเป็น อัลบัส ดัมเบิลดอร์ อาจารย์ใหญ่ที่ชาญฉลาดและเป็นที่ยอมรับนับถือของโรงเรียน ฮอควอตส์

แกมบอนเริ่มงานการแสดงในวงการบันเทิงกับโรงละคร Edwards/ MacLiammoir Gate Theatre ที่กรุงดับบลินในปี 1963 เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งของบริษัท the National Theatre Company ที่ The Old Vic ภายใต้ ลอร์เรนซ์ โอลเวียร์และร่วมแสดงในละครเวทีหลายเรื่องก่อนที่จะลาออกไปร่วมงานกับ เบอร์มิงแฮม เรพ ซึ่งเขาได้รับบทเป็น โอเทโล่ และเป็นเวลา 40 ปีนับจากนั้น แกมบอนได้ทำให้ตัวเขากลายเป็นนักแสดงละครเวทีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในช่วงระยะเวลาของเขา โดยได้รับรางวัล Olivier Award สำหรับผลงานของ อลัน ไอค์บอร์นเรื่อง A Chorus of Disapproval และเรื่อง The Life of Galieo และเรื่อง Volpone ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัล 1995 Evening Standard Award สำหรับนักแสดงชายยอดเยี่ยม

ผู้ชมภาพยนตร์ทางจอเงินรู้จักเขาสำหรับบทบาทการแสดงในผลงานของ ปีเตอร์ กรีนอเวย์เรื่อง The Cook, the Thief, His Wife and Her Lover รวมทั้งผลงานเมื่อไม่นานมานี้ของแมทธิว วอห์น เรื่อง Layer Cake เรื่อง Being Julia ผลงานของ เวส แอนเดอร์สันเรื่อง Life Aquatic เรื่อง The Gambler เรื่อง Dancing at Laughnasa เรื่อง The Last September ผลงานของทิม เบอร์ตันเรื่อง Sleepy Hollow เรื่อง The Insider เรื่อง High Heels and Low Lifes เรื่อง Charlotte Gray ผลงานของโรเบิร์ต อัลต์แมนเรื่อง Gosford Park ผลงานของ จอห์น แฟรงเกนไฮเมอร์เรื่อง Path to War ผลงานของ คอนเนอร์ แมคเฟอร์สันเรื่อง The Actors ผลงานของ ไมค์ นิโคลเรื่อง Angels in America และผลงานของ เควิน คอสเนอร์เรื่อง Open Range

บางทีบทบาทที่เป็นที่จดจำมากที่สุดของแกมบอนคือซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ผลงานของ เดนนิส พอตเตอร์เรื่อง The Singing Detective ซึงทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจาก BAFTA รางวัล the Broadcasting Press Guild และรางวัล the Royal Television Society เขายังได้ร่วมแสดงทางช่อง BBC เรื่อง Wives and Daughters และผลงานที่เป็นที่กล่าวขวัญของ ชาร์ล สเตอร์ริดจ์ เรื่อง Longtitude และผลงานเมื่อเร็ว ๆ นี้ของ สตีเฟ่น โปเลียคอฟเรื่อง A Family Tree

ผลงานของแกมบอนสำหรับละครเวทีเรื่องล่าสุดคือเรื่อง End Game กำกับการแสดงโดย แมทธิว วาร์คัสและร่วมแสดงโดย ลี อีแวนส์ แกมบอนยังได้มีผลงานทางละครเวทีอีกหลายเรื่องรวมไปถึงบทนำในเรื่อง Macbeth เรื่อง Carillanus และเรื่อง Othello; ผลงานของ ไซม่อน เกรย์เรื่อง Otherwise Engaged; ผลงานของ อลัน ไอค์บอร์นเรื่อง The Norman Conquests; เรื่อง Just Between Ourselves และเรื่อง Man of the Moment โดยแสดงคู่กับ ราล์ฟ ริชาร์ดสันในเรื่อง Alice’s Boys; ผลงานของ ฮาโรล์ด พินเตอร์เรื่อง Old Times; บทนำในเรื่อง Uncle Vanya และเรื่อง Veteran’s Day โดยร่วมแสดงกับ แจ๊ค แลมมอน

โดยร่วมงานกับ เดอะ รอยัล เชคสเปียร์ คอมปานี่ เขาได้แสดงบทนำในผลงานของ ฮาโรล์ด พินเตอร์เรื่อง Betrayal และเรื่อง Mountain Language ผลงานของ
ไซม่อน เกรย์เรื่อง Close of Play ผลงานของ คริสโตเฟอร์ แฮมป์ตันเรื่อง Tales from Hollywood ผลงานของไอค์บอร์นเรื่อง Sisterly Feelings และเรื่อง A Smally Family Business และผลงานของ เดวิด แฮร์เรื่อง Skylight (ทั้งสองเรื่องสำหรับโรงละครเวสต์เอนด์และบอร์ดเวย์) เขายังได้ร่วมแสดงในเรื่อง Richard III เรื่อง Othello เรื่อง Tons of Money เรื่อง A View from the Bridge และผลงานของ ยาสมิน่า ริซ่าเรื่อง Unexpected Man (ซึ่งย้ายมาจาก บาร์บิคันไปเวสต์เอนด์) และเรื่องล่าสุดเขานำแสดงในผลงานของ นิโคลลาส ฮิทเนอร์เรื่อง Cressida และผลงานของ อัลเมด้าและแพททริค มาร์เบอร์ในเรื่อง Caretaker ที่โรงละคร เวสต์เอนด์รวมทั้งผลงานของ สตีเฟ่น ดัลดรี่ย์เรื่อง A Number ที่โรงละคร เดอะรอยัล คอร์ท

Brendan Gleeson

ตัวละคร : อลาสเตอร์ มู้ดดี้ หรือ แม้ดอาย มู้ดดี้
แสดงโดย : เบรนแดน กลีสัน

นักแสดงเชื้อสายดับบลินผู้ที่เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก เบรนแดน กลีสัน (แม้ดอาย มู้ดดี้) ร่วมทีมงานแสดงเรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire โดยรับบทเป็น แม้ดอาย มู้ดดี้ อาจารย์คนใหม่สำหรับวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด

ตัวเขาเองเคยเป็นครูมาก่อน กลีสันเบนเข็มจากการเป็นครูมาสู่อาชีพที่เขารักตั้งแต่แรก คือการแสดงและร่วมงานกับโรงละคร Irish Theatre Company Passion Machine กลีสันได้แสดงละครเรื่องแรกในเรื่อง I Went Down ซึ่งตามมาด้วยบทบาทที่ได้รับการกล่าวขวัญจากผลงานของ จอห์น บอร์แมนเรื่อง The General ผลงานของเขาจากเรื่องนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำฝ่ายชายยอดเยี่ยมรางวัล Boston Society of Film Critics Award ในปี 1998 รางวัล นักแสดงชายยอดเยี่ยมที่ AFLS ในปี 1998 และรางวัลอื่น ๆ จาก the London Film Critics และรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจาก Irish Film & Television Awards ในปี 1999

หลายปีที่ผ่านมาชื่อของกลีสันได้กลายมาเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป หลังจากได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากมายหลายเรื่อง และเมื่อไม่นานมานี้เขารับบทบาทเป็นกษัตริย์ที่เรื่องอำนาจและคิดผิดคือ King Menelaus ในผลงานของ วูล์ฟกัง ปีเตอร์สันเรื่อง Troy ผลงานสร้างชื่อเรื่องอื่น ๆ ของเขายังรวมไปถึงบทบาทของ ออกัสต์ นิโคลสันในผลงานของ เอ็ม ไนท์ ไชอามาแลนเรื่อง The Villager; เรื่อง Cold Mountain กำกับการแสดงโดย แอนโธนี่ มิงเกลล่า; ผลงานของ ริดลี่ย์ สก๊อตต์เรื่อง Kingdom of Heaven และเรื่อง Breakfast on Pluto กำกับการแสดงโดย นีล จอร์แดน

กลีสันเริ่มได้รับชื่อเสียงเมื่อเขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์ซึ่งเป็นผลงานของ จิม เชอริเดนเรื่อง The Field และยังภาพยนตร์อีกมากมายหลายเรื่องอาทิเรื่อง Far and Away และเรื่อง Into the West กลีสันเริ่มเป็นที่สนใจของวงการฮอลลีวู้ดเมื่อเขารับบทเป็น ฮามิชในภาพยนตร์เรื่อง Braveheart โดยร่วมแสดงกับ เมล กิ๊บสัน

ผลงานภาพยนตร์ที่สร้างชื่อให้กับกลีสันยังรวมไปถึง ผลงานของจอห์น วูเรื่อง Mission Impossible II ผลงานของ สตีเว่น สปีลเบิร์กเรื่อง AI ผลงานของ จอห์น บอร์แมนเรื่อง The Tailor of Panama และเรื่อง Country of My Skull ผลงานของ แดนนี่ บอยล์เรื่อง 28 Days Later และผลงานของ มาร์ติน สกอร์เซสเรื่อง Gangs of New York

สำหรับงานละครเวที กลีสันยังได้ร่วมแสดงในละครอีกหลายเรื่องอาทิเรื่อง King of the Castle เรื่อง The Plough and the Stars เรื่อง Prayers of Sherkin เรื่อง The Cherry Orchard และเรื่อง The Paycock ที่โรงละคร the Gaiety Theatre ซึ่งได้ออกทัวร์การแสดงในเทศกาล Chicaco Theatre Festival เขากลับมาทำงานละครอีกครั้งในปี 2001 ที่โรงละคร The Peacock Theatre กรุงดับบลินในผลงานละครของ บิลลี่ โรเช่เรื่อง On Such as We ซึ่งกำกับการแสดงโดล วิลสัน มิแลม

เพดจา เจอแลค

ตัวละคร : ไอกอร์ คาร์คารอฟ
แสดงโดย : เพดจา เจอแลค

เพดจา เจอแลค (ไอกอร์ คาร์คารอฟ) ได้ร่วมทีมงานแสดงโดยรับบทเป็น ไอกอร์ คาร์คารอฟ ครูใหญ่ผู้ลึกลับของโรงเรียนชายเดิร์มสแตรงค์

เจอแลคเริ่มงานทางการแสดงในบ้านเกิดของเขาประเทศ ยูโกสลาเวียซึ่งเขาเป็นหนึ่งในดาราชั้นแนวหน้าทางจอเงินและจอแก้วด้วยผลงานรวมไปถึงเรื่อง Stand By และเรื่อง 120 SA 80 เขาได้ร่วมแสดงในงานสร้างหลายเรื่องในทวีปยุโรปรวมไปถึงเรื่อง Harrison’s Flowers ในประเทศฝรั่งเศสและเรื่อง The Final Victim ในเบลเยี่ยม

ผู้ชมชาวอเมริกันจะจำเขาได้ในบทบาทจากภาพยนตร์คอมเมดี้วัยรุ่นอเมริกันเรื่อง Eurotrip

ผลงานสร้างชื่อทางจอเงินของเขารวมไปถึงเรื่อง Cries of Innocence เรื่อง Ariana’s Quest และเรื่อง Children of the Dune ทางช่อง NBC

ในประเทศอังกฤษ เจอแลคร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Warriors ร่วมกับ เดเมี่ยน ลูวิสและ ไอโอน กรัฟฟัดและในเรื่อง Charles II ซึ่งเขาร่วมแสดงกับ รูฟัส ซีเวลล์

Madame Olympe Maxime

ตัวละคร : มาดาม แมคซีม Madame Olympe Maxime
แสดงโดย : ฟรานเชส เดอ ลา ตูร์

ฟรานเชส เดอ ลา ตูร์ (มาดาม แมคซีม) ร่วมทีมงานแสดงของ Harry Potter เป็นครั้งแรกโดยแสดงเป็น มาดามมักซีม ครูใหญ่ร่างยักษ์ของโรงเรียนหญิงประเทศฝรั่งเศส วิทยาลัยแห่งเวทย์มนตร์โบบาตองส์ หนึ่งในโรงเรียนที่เข้าแข่งในการแข่งขันประลองเวทไตรภาคี

เดอ ลา ตูร์เริ่มงานในวงการด้วยละครกับ RSC ในปี 1965 และนับแต่นั้นได้กลายมาเป็นดารานักแสดงหญิงชั้นนำบนละครเวทีของประเทศอังกฤษ

เธอได้เริ่มงานละครเวทีมากกว่า 35 เรื่อง โดยได้รับรางวัลใหญ่ ๆ สำหรับการแสดงของเธอรวมไปถึงรางวัลดาราแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยมจาก Variety Club Award สำหรับเรื่อง Fallen Angels ผลงานของ โนเอล โคเวิร์ด; ดารานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม Olivier Award จากเรื่อง A Moon For the Misbegotten ผลงานของ ยูจีน โอเนล; และสองรางวัล ได้แก่ รางวัล Evening Standard และรางวัล Olivier สำหรับนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในเรื่อง Duet for One โดย ทอม เคมปินสกี้

ผลงานสร้างชื่อทางละครเวทีของเธอยังรวมไปถึงบทบาทที่เธอแสดงเป็น เฮเลนน่าในผลงานที่ได้รับการกล่าวขวัญของ ปีเตอร์ บรู๊คเรื่อง A Midsummer Nights’ Dream; ผลงานของ โรซาลีนด์เรื่อง As you Like It; ผลงานที่เธอรับบทนำในเรื่อง Hamlet; เรื่อง Small Craft Warnings ซึ่งเป็นผลงานของ เทนเนสซี่ วิเลี่ยมส์; บทนำในเรื่อง St. Joan; เรื่อง When She Danced ผลงานของ มาร์ติน เชอร์แมนโดยแสดงร่วมกับ วาเนสซ่า เรดเกรฟซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Olivier Award ในฐานะนักแสดงสนับสนุนหญิงยอดเยี่ยม; เรื่อง Lillian ซึ่งเป็นการแสดงโชว์หญิงเดี่ยวมีเค้าโครงเรื่องมาจากชีวิตจริงของลิเลี่ยน เฮลล์แมน; ผลงานของ โอล์ก้า นิปเปอร์ในเรื่อง Chekhov in Tsaritsin โดยแสดงในภาษารัสเซียและภาษาอังกฤษ; เรื่อง Greasepaint เป็นการแสดงละครหญิงเดี่ยวญี่ปุ่นผลงานของ อินูอิ; เรื่อง Three Tall Women ผลงานของ เอ็ดเวิร์ด อัลบี้และ แม๊คกี้ สมิธ; เรื่อง Blinded by the Sun; เรื่อง The Play About The Baby ผลงานของ เอ็ดเวิร์ด อัลบี้; เรื่อง The Forest; แสดงเป็นคลีโอพัตราคู่กับอลัน เบทส์ในเรื่อง Anthony and Cleopatra; เรื่อง The Good Hope; เรื่อง The Dance of Death โดย สตรินเบิร์กครั้งหนึ่งกับอลัน เบทส์และครั้งที่สองกับเอียน แม๊คเคลเลน; และเรื่อง The History Boys

เธอยังได้ร่วมแสดงในผลงานภาพยนตร์ทางจอแก้วอีกมากกว่า 20 เรื่อง รวมไปถึงเรื่อง Duet For One ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล BAFTA ในฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม

ผลงานสร้างชื่อทางภาพยนตร์โทรทัศน์ของเธอยังรวมไปถึงบทบาทของ มิสโจนส์ในเรื่อง Rising Damp เรื่อง A Kind of Living เรื่อง Cold Lazarus ผลงานของ เดนนิส พอตเตอร์ เรื่อง Tom Jones เรื่อง The Egg ผลงานของ แพทริค มาร์เบอร์ เรื่อง Born & Bred, Poirot: Death on the Nile และเรื่อง Waking the Dead

ผลงานภาพยนตร์ทางจอเงินยังรวมไปถึงเรื่อง Rising Damp ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Evening Standard สำหรับดาราแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม เธอยังได้ร่วมแสดงในผลงานภาพยนตร์ของ ไมเคิล โคโคยานิสเรื่อง The Cherry Orchard ผลงานของริชาร์ด เคอร์ติสเรื่อง Love Actually และการร่วมงานของ อลัน เบนเน็ตต์และนิค ฮิทเนอร์เรื่อง The History Boys

Roger Lloyd Pack

ตัวละคร : บาร์ตี้ เคร้าช์
แสดงโดย : Roger Lloyd-Pack

ดาราที่มีความสามารถหลากหลาย โรเจอร์ ลอยด์ แพ็ค (บาร์ตี้ เคราช์) นั้นเป็นที่รู้จักกันดีในบทบาทของ ทริกเกอร์ในภาพยนตร์ซีรี่ส์ทางโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทางช่อง BBC TV เรื่อง Only Fools and Horses ถึงแม้ว่าบรรดาแฟน ๆ จะจำเขาได้จากผลงานล่าสุดของเขาทางช่อง BBC เรื่อง Vicar of Dibley โดยแสดงเป็น โอเว่น นิววิตต์ ร่วมกับคุณ แฟต เลดี้ ของพวกเราคือ ดอว์น เฟรนช์

ผลงานภาพยนตร์ทางจอเงินของ ลอยด์ แพ็ค นั้นครอบคลุมจากภาพยนตร์ของอังกฤษ ภาพยนตร์อิสระไปจนถึงภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ผลงานสร้างชื่อของเขารวมไปถึงเรื่อง Fiddler on the Roof เรื่อง Interview with the Vampire เรื่อง The Young Poisoners Handbook เรื่อง The Hollow Reed เรื่อง The Avengers และเรื่องล่าสุดคือ Vanity Fair โดยร่วมแสดงกับ รีซ วิทเธอร์สปูนและอื่น ๆ อีกมาก

ลอยด์ แพ็คเป็นนักแสดงภาพยนตร์โทรทัศน์ที่หลากหลายความสามารถและเขายังร่วมแสดงในเรื่อง Dirty Deeds เรื่อง Heartbeat เรื่อง Tom Jones เรื่อง Kavanagh เรื่อง Oliver Twist เรื่อง Born & Bred, เรื่อง Bill และเรื่อง Where the Heart is เขายังประสบความสำเร็จทางละครเวทีและได้ร่วมแสดงละครเวทีที่มีชื่อเสียงรวมไปถึงผลงานโรงละคร Lyric โรงละคร Old Vic โรงละคร National และเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่โรงละคร Donmar Theatre เขายังได้ร่วมแสดงในเรื่อง Wile Honey และ One for the Road ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ทำให้เขาได้รับรางวัล นักแสดงสนับสนุนชายยอดเยี่ยม รวมทั้งเรื่อง Futurists เรื่อง Rosehol เรื่อง School for Wives เรื่อง Flea in her Ear เรื่อง Art และเรื่อง The Dark ที่โรงละคร the Donmar ลอยด์ แพ๊คนั้นยังได้รับรางวัล British Theatre Association Drama Award ในปี 1984

Miranda Richardson

ตัวละคร : ริต้า สกีตเตอร์
แสดงโดย : Miranda Richardson

ดารานักแสดงหญิงชาวอังกฤษที่หลากหลายความสามารถ มิแรนด้า ริชาร์ดสัน (ริต้า สกีเตอร์) ได้เข้าร่วมทีมงานแสดงภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire โดยแสดงเป็น ริต้า สกีตเตอร์ นักข่าวจอมขุดคุ้ยของนักสือพิมพ์เดลี่ พรอเฟ็ต ซึ่งไม่มีอะไรจะหยุดยั้งเธอจากเรื่องที่เธอต้องการรู้เกี่ยวกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์และการประลองเวทไตรภาคี

ริชาร์ดสันเริ่มเข้าเรียนทางการแสดงทางด้านดราม่าที่โรงเรียน Old Vic Drama School โดยฝึกฝนความสามารถทางศิลปะในหลากหลายบทบาท ก่อนที่จะได้รับชื่อเสียงในผลงานที่ได้รับการกล่าวขวัญเป็นอย่างมากของ ไมค์ นิวเวลล์ เรื่อง Dance with a Stranger ซึ่งเธอแสดงเป็น รูธ เอลลิส สตรีคนสุดท้ายที่โดนแขวนคอของประเทศอังกฤษ

เธอได้รับการกล่าวขวัญถึงจากการแสดงของเธอในผลงานของ นีล จอร์แดนเรื่อง The Crying Game ผลงานของ ไมค์ นิวเวลล์เรื่อง Enchanted April ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัลลูกโลกทองคำและผลงานของ หลุยส์ มาลล์เรื่อง Damage และการแสดงเรื่องนี้ทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล ตุ๊กตาทอง ในปี 1994 เธอรับบทเป็น วิเวียนในเรื่อง Tome & Viv ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทองในปี 1995

ผลงานภาพยนตร์ที่สร้างชื่อของริชาร์ดสันยังรวมไปถึงเรื่อง Empire of the Sun กำกับการแสดงโดย สตีเว่น สปีลเบิร์ก; เรื่อง Sleepy Hollow กำกับการแสดงโดย ทิม เบอร์ตั้น; เรื่อง Get Carter; เรื่อง Spider; เรื่อง The Hours โดยร่วมแสดงกับ เกล็น โคลส; เรื่อง The Actors และเรื่อง Churchill: The Hollywood Years และเธอยังได้ให้เสียงพากย์ในเรื่อง Chicken Run อีกด้วย

ผลงานภาพยนตร์โทรทัศน์ครั้งแรกของเธอโดยเธอรับบทเป็น อลิซาเบธที่ 1 ในภาพยนตร์ซีรี่ส์ที่สนุกสนานเรื่อง Black Adder โดยร่วมแสดงกับ โรเว่น แอทกินสัน และเมื่อเร็ว ๆ นี้เธอยังได้ร่วมแสดงทางช่อง BBC เรื่อง The Lost Prince ซึ่งทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลลูกโลกทองคำในฐานะนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมดราม่าทางโทรทัศน์; เรื่อง Merlin; เรื่อง Alice และเธอยังได้ร่วมแสดงในเรื่อง Absolutely Fabulous ผลงานสร้างชื่อทางจอแก้วของเธอยังรวมไปถึงเรื่อง Dance the Music of Time เรื่อง Kansus City เรื่อง Apostle และเรื่อง All for Love

และเมื่อไม่นานมานี้เธอยังได้ร่วมแสดงในผลงานของ โจแอล ชูแมคเกอร์เรื่อง The Phantom of the Opera โดยแสดงเป็น มาดาม กีรี่ และเรื่องต่อไปเราจะได้เห็นเธอในภาพยนตร์เรื่อง Wah Wah ร่วมแสดงกับ เอมิลี่ วัตสันและ เกเบรี่ยล เบิร์นรวมทั้งภาพยนตร์ดราม่าทางโทรทัศน์เรื่อง Friends and Crocodiles ร่วมกับ บิลล์ นิคฮี่ย์

David Tennant

ตัวละคร : บาร์ตี้ เคร้าช์ จูเนียร์
แสดงโดย : เดวิด เทนเนนท์

เดวิด เทนเนนท์ (บาร์ตี้ เคราช์ จูเนียร์) แสดงในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire เป็น บาร์ตี้ เคราช์ จูเนียร์ ซึ่งเป็นลูกชายของ บาร์ตี้ เคราช์

ผลงานภาพยนตร์สร้างชื่อของ เทนเนนท์ยังรวมไปถึงผลงานเรื่องล่าสุดที่ได้รับการกล่าวขวัญของ สตีเฟ่น ฟราย เรื่อง Bright Young Things เรื่อง Free Jimmy และเรื่อง The Deputy

เขาเป็นนักแสดงคลาสสิคที่ได้รับการยอมรับ เทนเนนท์แสดงละครเวทีหลายเรื่องกับ The Royal Shakespeare Company รวมทั้งผลงานของ Touchstone ในเรื่อง As You Like It แสดงเป็น โรมิโอในเรื่อง Romeo and Juliet แสดงเป็น แอนติโฟลัส แห่ง ซิราคัสในเรื่อง The Comedy of Errors และเป็น กัปตันแจ๊ค แอปโซลุทในเรื่อง The Rivals เขายังได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล Laurence Oliver Theatre Award ในปี 2003 ในฐานะดาราแสดงนำชายยอดเยี่ยมแห่งปี 2002 สำหรับผลงานของเขาในเรื่อง Lobby Hero ซึ่งออกแสดงที่ Donmar Warehouse และโรงละคร New Ambassador’s Theatres

Crew - ทีมงาน ผู้กำกับ

Crew - ทีมงาน ผู้กำกับ

ผู้กำกับเลื่องชื่อชาวอังกฤษ ไมค์ นิวเวลล์ (ผู้กำกับการแสดง) กำกับการแสดงเรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire ซึ่งเป็นนิยายสุดรักเรื่องที่สี่ของ เจ.เค. โรว์ลิ่งค์ของ ซีรี่ส์ Harry Potter ซึ่งก่อนหน้านี้กำกับการแสดงโดย คริส โคลัมบัสสำหรับซีรี่ส์ตอนที่หนึ่งและตอนที่สองและผู้กำกับอัลฟอนโซ คัวรองเป็นตอนที่สาม นิวเวลล์เป็นผู้กำกับการแสดงชาวอังกฤษคนแรกที่ได้เป็นผู้กำกับการแสดงในเรื่อง Harry Potter

ผลงานเรื่องล่าสุดของนิวเวลล์คือการกำกับการแสดง จูเลีย โรเบิร์ตและจูเลีย สตีลเลสในเรื่อง Mona Lisa Smile ถึงแม้ว่าผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขามากที่สุดสำหรับการกำกับการแสดงภาพยนตร์ คือภาพยนตร์โรแมนติคคอมเมดี้ยอดฮิตเรื่อง Four Weddings and a Funeral ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมายและได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทองถึงสองรางวัลรวมทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภายในระยะเวลา 40 ปี ในวงการเขาได้กำกับการแสดงภาพยนตร์ที่ได้รับการชมเชยเรื่อง Enchanted April ซึ่งเขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทองสามรางวัลและได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสำหรับ มิแรนด้า ริชาร์ดสันและโจแอน พลาวไรท์; เรื่อง Into the West นำแสดงโดย แอลเลน บาร์กิ้นและเกเบรียล ไบร์นโดยเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นผลงานของ แพทริค ดอยล์; และเรื่อง The Good Father ซึ่งร่วมแสดงโดย เซอร์ แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์และได้รับรางวัล Prix Italia ในปี 1985

ผลงานภาพยนตร์สร้างชื่อของ นิวเวลล์ยังรวมไปถึงเรื่อง Pushing Tin ร่วมแสดงโดย จอห์น คูแซ็ค บิลลี่ บ๊อบ ทอร์นตันและแองเจลิน่า โจลี่ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล ตุ๊กตาทองสำหรับบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม; ภาพยนตร์เรื่อง Donnie Brasco (ทำให้เขาร่วมทีมกับผู้แต่งเพลง แพทริค ดอยล์ อีกครั้ง) ร่วมแสดงโดย จอห์นนี่ เดปป์และอัล ปาชิโน่; ภาพยนตร์เรื่อง An Awfully Big Adventure เรื่อง Amazing Grace and Chuck และเรื่อง Soursweet

หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Cambridge University นิวเวลล์เข้าร่วมกับช่องโทรทัศน์ของแมนเชสเตอร์โดยฝึกงานเป็น Production Trainee และได้รับการเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็วสู่การกำกับการแสดง ผลงานภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ที่สร้างชื่อของเขายังรวมไปถึงเรื่อง Them Down There เรื่อง Ready When You Are เรื่อง Mr. McGill เรื่อง Destiny และเรื่อง the Melancholy Hussar ร่วมทั้งผลงานการร่วมสร้างของ แองโกล อเมริกันรวมไปถึงเรื่อง Blood Feud และทางช่อง CBS เรื่อง Common Ground

นิวเวลล์เริ่มงานการกำกับการแสดงเรื่องแรกในปี 1977 เรื่อง The Man in the Iron Mask นำแสดงโดย หลุยส์ จอร์แดน ราล์ฟ ริชาร์ดสัน ริชาร์ด แชมเบอร์เลน และเจนนี่ ออกัสเตอร์ เขาได้เริ่มงานการกำกับการแสดงภาพยนตร์อเมริกันเรื่องแรกในปี 1980 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Awakening นำแสดงโดย ชาร์ลตัน เฮสตันและซูซานน่าห์ ยอร์ค และอีกเรื่องหนึ่งที่ตามมาคือเรื่อง Bad Blood ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์เรื่อง Birth of a Nation และจากนั้นเรื่อง Dance With a Stranger ร่วมแสดงกับ มิแรนด้า ริชาร์ดสันและรูเพิร์ท เอเวอร์เร็ตต์ซึ่งชนะเลิศรางวัล Prix de la Jeunesse ที่เมือง คานนส์และทำให้นิวเวลล์ได้รับการกล่าวขวัญไปทั่วโลก

โดยผ่านทางบริษัทของเขาชื่อ Dogstar Films นิวเวลล์ทำงานเป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง Photographing Fairies พร้อมกับ เบน คิงส์ลี่ย์และเรื่อง Best Laid Plans เขายังได้เป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับเรื่อง Ripley’s Game นำแสดงโดย จอห์น มัลโควิช; ภาพยนตร์เรื่อง 200 Cigarettes นำแสดงโดย เบน เอฟเฟล็คและ เคธ ฮัดสัน; เรื่อง High Fidelity นำแสดงโดย จอห์น คูแซ็คและแจ๊ค แบล็ค; และสตีเว่น โซเดอร์เบิร์กเรื่อง Traffic ซึ่งชนะเลิศถึงสี่รางวัลอคาเดมี่

เดวิด เฮย์แมน (ผู้อำนวยการสร้าง) อีกครั้งหนึ่งที่เขาได้เป็นผู้อำนวยการสร้างเรื่องนี้ซึ่งเป็นภาคที่สี่ในภาพยนตร์ชุดดัดแปลงจากเรื่อง Harry Potter ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากมายเรื่อง Harry Potter

เขาได้ใช้เวลาทำงานหลายต่อหลายปีในสหรัฐอเมริกา และในปี 1997 เฮย์แมนกลับจากอเมริกาไปที่อังกฤษเพื่อก่อตั้งบริษัท Heyman Film ด้วยความตั้งใจที่จะก่อร่างสัมพันธภาพที่เขามีในอเมริกาและยุโรป เพื่อสร้างภาพยนตร์นานาชาติที่มีงบประมาณขนาดไหนก็ได้

ผลจากการประสบความสำเร็จอย่างมากมายของภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Sorcerer’s Stone และเรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets เฮย์แมนยังได้ตั้งสำนักงานของบริษัท Heyday Films ที่ลองเองเจิ้ลลิสและได้อำนวยการสร้างบริหารภาพยนตร์เรื่อง Taking Lives ร่วมแสดงโดย เองเจิ้ลลิน่า โจลี่และอีธาน ฮอว์ค เฮย์แมนยังคงทำการพัฒนาโปรเจ็คภาพยนตร์ที่มีความหลากหลาย ทั้งในประเทศอังกฤษและอเมริการวมทั้งภาพยนตร์เรื่อง The History of Love กำกับการแสดงโดย อัลฟอนโซ คูอาร่อน; เรื่อง Yes Man ร่วมกับ แจ๊ค แบล๊ค ไมค์ ไวท์และเดวิด ด๊อปกิ้น; ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากการ์ตูนเรื่อง The Exec ซึ่งจะกำกับการแสดงโดย คริส โนแลน (จากภาพยนตร์เรื่อง Memento); และจากนิยายขายดีเรื่อง The Curious Incident of the Dog in the Night-Time ซึ่งจะเขียนและกำกับการแสดงโดย สตีฟ โคลฟ์

ในปี 2003 เฮย์แมนได้รีบเกียรติให้เป็น ShoWest Producer แห่งปี และกลายเป็นผู้อำนวยการสร้างชาวอังกฤษคนแรกที่เคยได้รับเกียรตินี้

เขาจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษและอเมริกา เฮย์แมนเริ่มงานในวงการบันเทิงโดยเป็น Production Runner ให้กับทีมงานภาพยนตร์ของ ไมลอส ฟอร์แมนเรื่อง Ratime และผลงานของ เดวิด ลีนเรื่อง A Passage to India เฮย์แมนมาที่เมืองลอสเองเจิ้ลลิสในปี 1986 และทำงานเป็น Creative Executive ที่บริษัท วอร์เนอร์ บราเดอร์ส พิคเจอร์ส โดยทำงานให้กับภาพยนตร์อาทิเรื่อง Gorillas in the Mist และเรื่อง Good Fellas เขาได้เลื่อนตำแหน่งมาเป็นรองประธานของบริษัท ยูไนเต็ด อาร์ติสในช่วงปลาย ปี 1980 ก่อนที่จะเริ่มต้นจับงานผู้อำนวยการสร้างอิสระ ภาพยนตร์ที่เขาอำนวยการสร้างเรื่องแรกคือผลงานของ เอิร์นเนส ดิคเคนสันเรื่อง Juice นำแสดงโดย ทูแพค สฮาเกอร์และโอมาร์ เอปป์ส ในฐานะของผู้อำนวยการสร้างอิสระ เฮย์แมนได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์หลายเรื่องรวมไปถึงภาพยนตร์คลาสสิคที่มีงบจำกัดเรื่อง The Daytrippers ซึ่งกำกับการแสดงโดย เกร็ก มอต์โตล่าและร่วมแสดงโดย ลีว์ ชเรย์เบอร์ ปาร์คเกอร์ โพซี่ย์ โฮป เดวิส สแตนลี่ย์ ทูคชี่และแคมป์เบลล์ สก๊อตต์

สตีฟ โคลฟส์ (บทภาพยนตร์) อีกครั้งที่เขาเขียนบทภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์ที่เป็นภาคที่สี่ในภาพยนตร์ชุดนี้

โคลฟส์เริ่มงานการเขียนบทภาพยนตร์สำหรับการสร้างของ เจฟฟ์-แลนซิ่ง เรื่อง Racing With the Moon ในปี 1984 ซึ่งเป็นเรื่องในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง กำกับการแสดงโดย ริชาร์ด เบนจามินและร่วมแสดงโดย ชอน เพนน์ อลิซาเบธ แมคโกเวิร์นและนิโคลาส เคจ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องแรก ๆ ที่เขาได้รับบทเด่น

ในปี 1989 โคลฟ์สเริ่มการกำกับการแสดงเรื่องแรกด้วยภาพยนตร์แนวคอมมีดี้/ดราม่า เรื่อง The Fabulous Baker Boys ซึ่งนำแสดงดดย เจฟฟ์ บริดเจส โบ บริดเจส และมิเชลล์ ไฟเฟอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่ง โคลฟส์ได้ร่วมเขียนได้รับการเสนอชื่อเข้ารับถึงสี่รางวัลตุ๊กตาทองและทำให้มิเชลล์ ไฟเฟอร์ได้รับรางวัล ลูกโลกทองคำและรางวัล BAFTA สำหรับการแสดงของเธอ

สี่ปีต่อมา โคลฟ์สเขียนและกำกับการแสดงภาพยนตร์แนวตื่นเต้นจิตวิทยาเรื่อง Flesh and Bone นำแสดงโดย เดนนิส เควด แม๊ค ไรอัน และ กวินเน็ธ พาลโธรว์

เมื่อไม่นานนักโคลฟ์สเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Wonderboys นำแสดงโดย ไมเคิล ดัคกลาส โทบี้ แมคไกว์และฟรานเชส แมคดอมันด์ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับการแสดงและอำนวยการสร้างโดย เคอร์ติส แฮนสันและทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเขารับรางวัลตุ๊กตาทองเป็นครั้งแรกสำหรับบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม

โคลฟ์สยังได้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Sorcerer’s Stone และเรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets

เรื่องต่อไปสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์และกำกับการแสดงของเขาคือเรื่อง The Curious Incident of the Dog in the Night-Time ซึ่งจะอำนวยการสร้างโดย เดวิด เฮย์แมน

เดวิด บาร์รอน (ผู้อำนวยการบริหาร) ได้เข้าร่วมทีมงานของภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire อีกครั้งหลังจากที่เคยได้ร่วมงานกันมาแล้วจากเรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets

บาร์รอนเริ่มงานในวงการจากภาพยนตร์โฆษณา ตอนที่เขาจบการศึกษาทางด้านการสร้างภาพยนตร์และภาพยนตร์ทางโทรทัศน์

ผลงานเรื่องล่าสุดของบาร์รอนรวมไปถึงผลงานร่วมอำนวยการสร้างเรื่อง Sahara นำแสดงโดย แมทธิว แมคคอนนาฮีย์และเพนเนโลป ครูซและเรื่อง Three Bad Men ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนก่อนอำนวยการสร้าง

บาร์รอนอยู่ในวงการบันเทิงมาหลายปี โดยทำงานเป็น Location Manager และผู้ช่วยผู้กำกับการแสดงให้กับภาพยนตร์อาทิเรื่อง The French Lieutenant’s Woman และเรื่อง The Killing Fields บาร์รอนทำงานอย่างต่อเนื่องโดยรับตำแหน่งเป็น Production Supervisor ให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น เรื่อง Revolution เรื่อง Legend เรื่อง The Princess Bride เรื่อง The Lonely Passion of Judith Hearne เรื่อง Hell Bound เรื่อง Nightbreed และผลงานของ ฟรานโก้ เซฟฟิเรลลี่เรื่อง Hamlet

ในปี 1991 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารที่รับผิดชอบทางด้านการสร้างภาพยนตร์ ให้กับผลงานภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ที่เปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นของจอร์จ ลูคัส เรื่อง The Young Indiana Jones Chronicles Series I และผลงานต่อมาของบาร์รอนคือเรื่อง The Muppet Christmas Carol และในปี 1993 เขาได้ร่วมงานกับ ทีมงานของเคนเน็ธ บราน่าห์ ในฐานะ Associate Producer และ Unit Production Manager เรื่อง Frankenstein ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มการสร้างโดยการร่วมหุ้นอย่างไม่เป็นทางการกับ บราน่าห์ซึ่งเขาได้ทำภาพยนตร์เรื่อง In the Bleak Midwinter ผลงานของ โอลิเวอร์ ปาร์คเกอร์เรื่อง Othello ผลงานการร่วมอำนวยการสร้างกับ ลุ๊ค โรเอคของ Dakota Film เรื่อง Hamlet และเรื่อง Love Labour’s Lost

ถึงแม้ว่าเขาจะพัฒนาหลายโปรเจ็คภาพยนตร์ร่วมกับบราน่าห์และ Shakespeare Company อีกหลายเรื่อง ในช่วงใบไม้ผลิปี 1999 บาร์รอนยังได้ก่อตั้งบริษัทของเขาเองชื่อ Contagious Films โดยร่วมกับผู้กำกับการแสดงชาวอังกฤษคือ พอล เวลแลนด์

ธันย่า เซแกทเชี่ยน (ผู้อำนวยการบริหาร) รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Prizoner of Azkaban หลังจากการร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ อัลฟอนโซ่ คัวรองและกลับมารับหน้าที่เดิมอีกครั้งในเรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire เซเกทเชี่ยนเป็นผู้ร่วมอำนวยการสร้างโดยร่วมงานกับคริส โคลัมบัสในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Sorcerer’s Stone และเรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secret

นอกจากภาพยนตร์ Potter ทั้งหลายแล้ว เมื่อเร็ว ๆ นี้เซแกทเชี่ยนยังได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อิสระยอดฮิตที่ได้รับรางวัลเรื่อง My Summer of Love ซึ่งเขียนและกำกับการแสดงโดย พาเวล พาวลิคาวสกี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Michael Powell Award สำหรับภาพยนตร์อังกฤษยอดเยี่ยมของปี 2004 รวมทั้งรางวัล BAFTA สำหรับปีนี้โดยได้รับรางวัล Alexander Korda Award ในฐานะ Outstanding British Film ของปีนี้

เธอยังเป็นนักสัมภาษณ์ที่ได้รับการยอมรับและเป็นพิธีกรของซีรี่ส์ Orangeword Screenwriting Series สำหรับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล ตุ๊กตาทองและรางวัล BAFTA ก่อนหน้าที่เธอจะร่วมงานกับ เดวิด เฮย์แมนในการร่วมก่อตั้งบริษัท Heyday Films และต่อมาได้ค้นพบผลงานอันเป็นที่รักของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง เซแกทเชี่ยนได้แก้ไขผลงานซีรี่ส์ดราม่าที่ได้รับรางวัลของจิมมี่ แมคโกเวิร์นเรื่อง The Lakes และอำนวยการสร้างรวมทั้งกำกับการแสดงสารคดีหลายเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล BAFTA ทางโทรทัศน์ช่อง BBC

เธอจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Cambridge University ซึ่งเธอได้เป็นผู้ดำเนินการของโรงละคร Cambridge Footlights Theatre Company ที่เป็นเสมือนตำนานอีกด้วย

โรเจอร์ แพรตต์ (ผู้กำกับภาพ) ได้รับการเสนอสำหรับรางวัลตุ๊กตาทองและรางวัล BAFTA โดยได้เข้าร่วมกับทีมงานอีกครั้งสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire หลังจากที่ได้เคยร่วมงานเป็นผู้กำกับภาพให้กับภาพยนตร์ผลงานของ วูลฟ์แกง ปีเตอร์สันเรื่อง Troy และแน่นอนอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets

แพรตต์ยังมีชื่อเสียงจากผลงานที่เป็นที่กล่าวขวัญและได้รับรางวัลคือเรื่อง Iris รวมทั้งเรื่อง Chocolat ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ แพรตต์ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับทั้งรางวัล BAFTA และรางวัล British Society of Cinematographer Award

ผลงานภาพยนตร์สร้างชื่อและน่าสนใจของเขายังรวมไปถึงภาพยนตร์เรื่อง The End of the Affair นำแสดงโดย ราล์ฟ เฟนส์และจูเลี่ยน มัวร์ ซึ่งเขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล ตุ๊กตาทอง; เรื่อง Twelve Monkeys นำแสดงโดย บรู๊ซ วิลลิซ; เรื่อง Shadowlands นำแสดงโดย แอนโธนี่ ฮอปกิ้นส์; และเรื่อง The Fisher King นำแสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจสและโรบิ้น วิลเลี่ยมส์

ผลงานภาพยนตร์สร้างชื่อเรื่องอื่น ๆ ของเขายังรวมไปถึงเรื่อง Grey Owl นำแสดงโดย เพียซ บรอสแนน; เรื่อง The Avengers นำแสดงโดย ราล์ฟ ไฟแอนน์ส; เรื่อง In the Love and War เรื่อง Mary Shlley’s Frankenstein กำกับการแสดงและร่วมแสดงโดย เคนเน็ธ บราน่าห์; เรื่อง Batman; เรื่อง High Hopes; เรื่อง Paris by Night; เรื่อง Mona Lisa; เรื่อง Dutch Girls; เรื่อง Brazil และผลงานของมอนตี้ ไพธอนเรื่อง Crimson Permanent Assurance

เขายังเป็นผู้กำกับภาพให้กับโชว์อีกมากมายทางโทรทัศน์และซีรี่ส์รวมไปถึงเรื่อง King Lear ในปี 1999 เรื่อง Bernard and the Genie ในปี 1991 ผลงานของจิม เฮนสันเรื่อง Storyteller: Greek Myths ในปี 1990 เรื่อง Scoop ในปี 1987 เรื่อง The Short and the Curlies ในปี 1987 และเรื่อง Meantime ในปี 1981

สจ๊วตต์ เคร็ก (ผู้กำกับศิลป์) ได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมายสำหรับการออกแบบฉากที่โดดเด่นและเมื่อไม่นานนี้ได้รับเกียรติรับเลือกให้เป็น Art Director of the Year ในงานเทศกาลภาพยนตร์ Hollywood Film Festival ซึ่งมอบรางวัลให้กับเขาโดย คริส โคลัมบัส และสิ่งที่น่าประทับใจก็คือเคร็กยังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล British Film Academy Awards ในฐานะ Best Production Designer สำหรับภาพยนตร์ Harry Potter หมดทั้งสามภาค ฉากที่ได้รับการออกแบบอย่างมีจินตนาการของเขาจากภาพยนตร์ภาคแรกนั้น ยังทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล Evening Standard Award และรางวัล ตุ๊กตาทองอีกด้วย

เคร็กได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมายมากว่า 20 ปี และในปี 1981 เขาได้รับรางวัลตุ๊กตาทองเป็นรางวัลแรกในฐานะ Best Art Direction (และได้รับการเสนอชื่อสำหรับรางวัล BAFTA) สำหรับผลงานของ ริชาร์ด แอทเทนโบโรห์เรื่อง Gandhi และรางวัล BAFTA Award สำหรับผลงานของ เดวิด ลินช์เรื่อง Elephant Man

เขายังได้รับรางวัลตุ๊กตาทองต่อมาอีกในปี 1988 สำหรับผลงานของ สตีเฟ่น ฟรีอาร์ เรื่อง Dangerous Liaisons (และได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล BAFTA) และจากนั้นในปี 1996 เขาก็กวาดรางวัลตุ๊กตาทองเป็นครั้งที่สาม ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล BAFTA และรางวัลจาก Society of Motion Picture & Television Art Directors USA ในฐานะ Excellence in Production Design จากภาพยนตร์ผลงานของ แอนโธนี่ มิงเกลล่าห์เรื่อง The English Patient

เคร็กยังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทอง ต่อมาอีกสำหรับผลงานของ โรแลนด์ โจฟฟ์เรื่อง The Mission (ปี 1989) และผลงานของ ริชาร์ด แอทเทน
โบโรห์ เรื่อง Chaplin (ปี 1991) เขายังได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล BAFTA สำหรับผลงานของฮิวจ์ ฮัดสันเรื่อง Greystoke (ปี 1982)

นอกจากรางวัลอย่างมากมายของเขาแล้ว เรายังจะได้เห็นความสามารถทางศิลปินของเคร็กในภาพยนตร์อีกหลายต่อหลายเรื่องรวมไปถึงเรื่อง Cal (ปี 1983) ซึ่งเขาร่วมอำนวยการสร้าง; เรื่อง Cry Freedon (ปี 1986); เรื่อง Memphis Belle (ปี 1988); เรื่อง The Secret Garden (ปี 1992); เรื่อง Shadowlands (ปี 1993); เรื่อง Mary Reilly (ปี 1994); เรื่อง In Love and War (ปี 1996); เรื่อง The Avengers (ปี 1997) และเรื่องล่าสุดคือเรื่อง The Legend of Bagger Vance ในปี 1999

มิค อัดสลี่ย์ (ผู้ลำดับภาพ) เข้าร่วมทีมงานภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter เป็นครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire

อัดสลี่ย์เป็นหนึ่งในผู้ลำดับภาพที่มีความโดดเด่นในปัจจุบันด้วยผลงานภาพยนตร์รวมไปถึงเรื่อง Dangerous Liaisons ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล BAFTA; และเขาได้รับรางวัล BAFTA ทางโทรทัศน์สำหรับเรื่อง The Snapper ซึ่งกำกับการแสดงโดย สติเฟ่น ฟรายอาร์ส

สำหรับผลงานเรื่องล่าสุด อัดสลี่ย์ได้ร่วมงานกับจอห์น แมดเดนเรื่อง Proof รวมทั้งผลงานของ ไมค์ นิวเวลล์เรื่อง Mona Lisa Smile ผลงานของสตีเฟ่น ฟรายอาร์สเรื่อง Dirty Pretty Things เรื่อง High Fidelity และเรื่อง Captain Corelli’s Mandolin

อัดสลี่ย์ยังได้ร่วมงานกับภาพยนตร์เรื่อง Twelve Monkeys เรื่อง Interview with the Vampire เรื่อง My Beautiful Laundrette และเรื่อง Dance with a Stranger (อีกครั้งที่ร่วมงานกับนิวเวลล์) ผลงานลำดับภาพอื่น ๆ ยังรวมไปถึงเรื่อง The Avengers เรื่อง Serpent’s Kiss เรื่อง The Van เรื่อง Hero เรื่อง The Angels เรื่อง The Grifters เรื่อง We’re No Angels และเรื่อง Soursweet

ปีเตอร์ แมคดอนัลด์ (ผู้อำนวยการสร้างร่วม) กลับมาร่วมงานโดยรับหน้าที่เป็นผู้กำกับฯ ยูนิตที่ 2 และผู้อำนวยการสร้างให้กับภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire แมคดอนัลด์ได้เคยทำงานเป็นผู้กำกับฯ ยูนิตที่ 2ให้กับภาพยนตร์ Harry Potter ทั้งสามภาคมาแล้ว

อาชีพในวงการบันเทิงของแมคดอนัลด์ ทั้งทางจอเงินและจอแก้วเริ่มจากการทำงานเบื้องหลังกล้อง ผลงานของเขาในฐานะตากล้องรวมไปถึงเรื่อง The Return of the Pink Panther เรื่อง Murder on the Orient Express เรื่อง A Bridge Too Far เรื่อง Superman II และเรื่อง Cabaret

แมคดอนัลด์ ยังได้ทำงานเป็นผู้กำกับภาพและจากนั้นเป็นผู้กำกับฯ ยูนิตที่ 2ให้กับภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องรวมไปถึงเรื่อง Batman เรื่อง Batman & Robin และเรื่อง The Empire Strikes Back เรื่อง Tango & Cash เรื่อง Excalibur เรื่อง Labyrinth เรื่อง The Company of Wolves เรื่อง Shining Through เรื่อง Nowhere to Run เรื่อง Dragonslayer เรื่อง The Hound of the Baskervilles เรื่อง Cleopatra และเรื่อง The Visitors แมคดอนัลด์ยังได้ทำงานเป็นผู้อำนวยการบริหารให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Quest เรื่อง Tango & Cash และเรื่อง Graffiti Bridge และแน่นอนสำหรับภาพยนตร์ทุกตอนของ Harry Potter

แมคดอนัลด์ยังได้ทำงานเป็นผู้กำกับการแสดงให้กับทีมงานสร้างหลายทีมรวมไปถึงภาพยนตร์เรื่อง Mo’ Money เรื่อง Takes from the Crypt เรื่อง The Young Indiana Jones เรื่อง Harbour Lights เรื่อง Supply and Demand และเรื่อง Legionnaire

เจนนี่ เทไมม์ (ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย) ได้เป็นผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban และกลับมารับหน้าที่อีกครั้งจากเรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire และในระหว่างภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ เทไมม์ยังได้รับหน้าที่ออกแบบเครื่องแต่งกายให้กับภาพยนตร์เรื่อง Bridget Jones: The Edge of Reason

เทไมม์ทำงานในวงการบันเทิงมากว่า 10 ปีและได้รับรางวัลมากกว่า 20 รางวัลจากภาพยนตร์ผลงานของเธอ เธอได้รับรางวัล Welsh BAFTA ในฐานะ Best Costume Design สำหรับภาพยนตร์ผลงานของมาร์ค อีแวนส์เรื่อง House of America นำแสดงโดย สตีเว่น แมคอินทอช แมทธิว ไรส์และไซแอน ฟิลลิปส์; และรางวัล Golden Calf ในฐานะ Best Costume Design ในงานเทศกาลภาพยนตร์ Utrecht Film Festival ปี 1995 สำหรับภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง Antonia’s Line (ภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม) กำกับการแสดงโดย มาร์ลีน กอร์ริส

ผลงานสร้างชื่ออื่น ๆ ของเธอยังรวมไปถึงภาพยนตร์ของ เมล สมิธ เรื่อง High Heel and Low Lifes นำแสดงโดย มินนี่ ไดร์เวอร์และแมรี่ แมคคอร์แมคส์; ผลงานของ ท้อดด์ โรมาร์นิคกี้เรื่อง Resistance นำแสดงโดย บิลล์ แพ๊คซตันและจูเลีย ออมอนด์; เรื่อง Invincible ซึ่งกำกับการแสดงโดย เวิร์นเนอร์ เฮอร์ซอคและร่วมแสดงโดย ทิม ร๊อธ; เรื่อง The Luzhin Defence กำกับการแสดงโดย มาร์ลีน กอร์รีสและร่วมแสดงโดย จอห์น เทอเทอโร่และเอมิลี่ วัตสัน; และเรื่อง Ganster No. 1 นำแสดงโดย เดวิด เธวลิส มัลคอล์ม แมคโดเวลล์และพอล เบตตานี่

ผลงานภาพยนตร์อื่น ๆ ของเธอยังรวมไปถึงเรื่อง You’re Dead นำแสดงโดย ไรส์ ไอแฟนส์และจอห์น เฮิร์ท; เรื่อง The Commissioner ซึ่งร่วมแสดงโดย จอห์น เฮิร์ท; ผลงานของไมค์ แวน เดียม เรื่อง Character ซึ่งได้รับรางวัล ตุ๊กตาทองในฐานะภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี 1998; ผลงานของ จอร์จ สลุยเซอร์เรื่อง Crime Time; ผลงานของ พอลล่า แวน เดอ โอสท์เรื่อง The New Mother; ผลงานของ ฟราน ไวซ์เรื่อง The Last Call; ผลงานของ อาเต้ เดอ ยองเรื่อง All Men are Mortal; ผลงานของ ดิคม่า ซิงค์เรื่อง Belle van Zuylun – Madame de Charriere และผลงานของ ธู โบเออร์แมนเรื่อง 1000 Roses ซึ่งได้รับรางวัล Golden Calf ในฐานะภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในงานเทศกาลภาพยนตร์ Utrecht Film Festival ในปี 1994

ผลงานสร้างชื่อทางจอแก้วของเทไมม์ยังรวมไปถึงผลงานของ บราม แวน เออร์เคลเรื่อง In the Name of the Queen ผลงานของ ปีเตอร์ เวอร์ฮอฟฟ์เรื่อง The Lighthouse ซึ่งได้รับรางวัล Golden Fipa Award สำหรับ Best Television Drama ที่งานเทศกาล Nice Television Festival; และผลงานของ ธู โบเออร์แมนเรื่อง The Partisans ซึ่งทำให้เทไมม์ได้รับรางวัล Golden Calf ในฐานะ Best Costume Design และเรื่องนั้นยังได้รับรางวัล Best Television Drama ทั้งสองรางวัลนี้จากงานเทศกาล Utrecht Film Festival ในปี 1995

แพทริค ดอยล์ (เพลงประกอบภาพยนตร์) ร่วมงานกับภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire โดยแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์

ดอยล์ ได้รับการยอมรับนับถือในฐานะผู้แต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ให้กับภาพยนตร์อีกหลายต่อหลายเรื่อง และได้รับรางวัลสำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสำหรับเรื่อง A Little Princess จาก Los Angeles Film Critics Association ในปี 1995

ผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ที่สร้างชื่อของดอยล์ รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่อง Man to Man เรื่อง Nanny McPhee เรื่อง Secondhand Lions และเรื่อง Calender Girls ผลงานเรื่องอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับของเขาอาทิเรื่อง Killing Me Softly เรื่อง Gosford Park เรื่อง Bridget Jones’ Diary เรื่อง Blow Dry เรื่อง Love’s Labour’s Lost เรื่อง Great Expectations และผลงานของ ไมค์ นิวเวลล์เรื่อง Donnie Brasco

หลังจากจบการศึกษาจากสถาบัน The Royal Scottish Academy of Music and Drama ดอยล์ได้แต่งเพลงประกอบให้กับภาพยนตร์ทางโทรทัศน์รวมทั้งโทรทัศน์ของสก๊อตแลนด์เรื่อง Charlie Endell และทางช่อง BBC เรื่อง The Butterfly Hoof

ในปี 1987 เขาได้ร่วมงานกับ เคนเน็ธ บราน่าห์ที่บริษัท Renaissance Theatre Company หลังจากที่เขาเริ่มงานการแต่งเพลงสำหรับการออกอากาศของเช็คสเปียร์ชื่อเพลง Twelfth Night

ในปี 1989 เขาได้รับการขอร้องให้เขียนเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ได้รับการดัดแปลงของ เช็คสเปียร์เรื่อง Henry V ซึ่งทำให้เขาเริ่มงานการแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ หลังจากนั้นเขาก็ได้แต่งเพลงให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องรวมไปถึงเรื่อง Hamlet เรื่อง As You Like It เรื่อง Much Ado About Nothing เรื่อง King Lear และเรื่อง A Midsummer Night’s Dream

นิค ดัดแมน (ผู้สร้างสรรค์ และออกแบบเอ็ฟเฟคการแต่งหน้า) และทีมงานของเขาได้สร้างสรรค์การแต่งหน้าและความมหัศจรรย์ให้กับสัตว์ในจินตนาการในภาพยนตร์เรื่องต่าง ๆ มาแล้วมากมายจนถึงปัจจุบัน เรื่อง Harry Potter and the Sorcerer’s Stone เรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets และเรื่อง Harry Potter and the Prisoner of Azkaban ซึ่งในภาคล่าสุดนี้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัล BAFTA

ดัดแมนเริ่มทำงานให้กับภาพยนตร์จากตัวแสดง เจได มาสเตอร์ คือ โยด้า โดยเขาได้ฝึกหัดกับศิลปินแต่งหน้าชาวอังกฤษคือ สจ๊วต ฟรีบอร์นจากภาพยนตร์เรื่อง The Empire Strikes Back

หลังจากได้ฝึกงานกับฟรีบอร์นเป็นเวลาถึงสี่ปีโดยทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง Superman II และเรื่อง Top Secret! ดัดแมนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมงานแต่งหน้าห้องแลปของอังกฤษสำหรับผลงานของ ริดลี่ย์ สก๊อตต์เรื่อง Legend ตั้งแต่นั้นมาเขาได้ทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง Mona Lisa เรื่อง High Spirits เรื่อง Interview with the Vampire เรื่อง Batman และเรื่อง Judge Dredd

ในปี 1995 งานอาชีพของเขาเปิดกว้างขึ้นไปถึงการแต่งหน้าสัตว์ที่มีเอฟเฟคพิเศษและเขาได้รับมอบหมายให้ดูแลทีมงาน 55 คนที่ทำงานในแผนกสร้างสรรค์สำหรับภาพยนตร์ของ ลุ๊ค เบสสัน เรื่อง The Fifth Element

และตั้งแต่นั้นเขาก็ได้เป็นหัวหน้าแผนก สร้างสรรค์/แต่งหน้า เอฟเฟคให้กับภาพยนตร์ทางบ๊อกซ์บัสเตอร์หลายเรื่องรวมไปถึงเรื่อง Star Wars Episode I: The Phantom Menace เรื่อง The Mummy และเรื่อง The Mummy Returns

นอกจากนั้น บริษัทของดัดแมนชื่อ Pigs Might Fly ได้คิดค้นเลือดปลอมและอุปกรณ์การแต่งหน้าและยังจัดฝึกอบรมการแต่งหน้าแบบพิเศษอีกด้วย

จิมมี่ มิทเชลล์ (หัวหน้าฝ่ายวิช่วลเอ็ฟเฟค) เข้าร่วมกับทีมอีกครั้งจากเรื่อง Harry Potter and the Goblet of Fire มิเชลล์ยังได้ทำงานเป็น หัวหน้าฝ่ายวิชวลเอ็ฟเฟคให้กับภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter and the Chamber of Secrets และในระหว่างภาพยนตร์เรื่องนี้และเรื่อง The Goblet of Fire เขายังได้ทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง Pirates of the Carribean

มิทเชลล์เข้าร่วมงานกับ ILM ในปี 1990 และเป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการสร้างสรรค์เทคนิค คอมพิวเตอร์กราฟฟิคให้กับภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park เรื่อง Death Becomes Her และเรื่อง Terminator 2: Judgement Day ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับรางวัล ตุ๊กตาทองสำหรับ Best Achievement in Visual Effects

ผลงานภาพยนตร์สร้างชื่อที่เขาทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายวิช่วลเอ็ฟเฟคให้กับ ILM ยังรวมไปถึงเรื่อง Jurassic Park III เรื่อง Sleepy Hollow เรื่อง October Sky เรื่อง Mighty Joe Young ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลตุ๊กตาทองในฐานะ Best Achievement in Visual Effects เรื่อง Contacts เรื่อง Mars Attacks! และเรื่อง Eraser (เป็นผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายวิช่วลเอ็ฟเฟค)

มิทเชลล์รับหน้าที่เป็นหัวหน้าคอมพิวเตอร์กราฟฟิค การ์ตูนและผู้สร้างโมเดลให้กับภาพยนตร์เกี่ยวกับการผจญภัยของป่าเรื่อง Jumanji; เป็นหัวหน้าคอมพิวเตอร์ กราฟฟิค ให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Mask; เป็นผู้กำกับด้านเทคนิคให้กับภาพยนตร์เรื่อง Jurassic Park และเรื่อง Death Becomes Her; เป็นผู้กำกับทางเทคนิคภาพเคลื่อนไหวและเทคนิคสำหรับเรื่อง Star Trek VI และเป็นผู้กำกับการแสดงด้านเทคนิคเรื่อง Terminator 2: Judgement Day

จอห์น ริชาร์ดสัน (หัวหน้าฝ่ายสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟค) เป็นเจ้าของรางวัลตุ๊กตาทองและรางวัล BAFTA จากเรื่อง Alien และเป็นหัวหน้าผู้อยู่เบื้องหลังสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟคทั้งหมดที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์เรื่อง Harry Potter ทุกตอนและเขากลับมาทำงานนี้อีกครั้งสำหรับภาพยนตร์ Harry Potter and the Goblet of Fire

ริชาร์ดสันเข้าสู่วงการบันเทิงในปี 1962 เมื่อเขาอายุเพียง 16 ปี โดยทำงานให้กับพ่อของเขาคือ คลิฟฟ์ ริชาร์ดสัน ผู้บุกเบิกทางด้านเทคนิคสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟคและเป็นผู้ริเริ่มใช้เทคนิคนี้ในภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1921 ทั้งสองทำงานให้กับภาพยนตร์เรื่อง The Victors เรื่อง Lord Jim เรื่อง Battle of Britain เรื่อง Help และอื่น ๆ อีกมากมาย

ริชาร์ดสันเริ่มงานเป็นหัวหน้าในภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1967 โดยทำงานให้กับภาพยนตร์อาทิเรื่อง The Devils เรื่อง The Straw Dogs เรื่อง Young Winston และเรื่อง The Omen ผลงานของเขาทำให้เขาได้รับการกล่าวขวัญและชมเชยเป็นอย่างมากและจากนั้นก็ได้รับการเสนอเข้ารับรางวัล ตุ๊กตาทองถึงสองรางวัลสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Cliffhanger (โดยรับผิดชอบสำหรับไลฟ์ แอ๊คชั่นและการถ่ายทำทางอากาศในฉากเครื่องบินตก) และภาพยนตร์เรื่อง Starship Troopers อีกด้วย

ตั้งแต่ผลงานของเขาเรื่อง A Bridge Too Far ในปี 1976 ริชาร์ดสันนั้นดูแลงานเอฟเฟคให้กับภาพยนตร์ บอนด์ทั้งแปดตอน ภาพยนตร์เรื่อง Lady Hawke ผลงานของริชาร์ด ดอนเนอร์ เรื่อง Willow ผลงานของ จอร์จ ลูคัสและเรื่อง Far and Away ผลงานของ รอน โฮเวิร์ด และตั้งแต่เขาย้ายมาอยู่ที่แคลลิฟอร์เนียอย่างเป็นทางการ

ริชาร์ดสันก็ได้ดูแลงานด้านเอฟเฟคให้กับภาพยนตร์เรื่อง Ghost in the Machine และเรื่อง Love Affair ซึ่งอำนวยการสร้างโดย วอร์เรน เบ็ตตี้และกำกับการแสดงโดย เกล็น กอร์ดอน คาร่อน เขาเป็นผู้ดูแลทางด้านวิช่วลและเอฟเฟคทางด้านไลฟ์แอ๊คชั่นและการถ่ายทำฉากเครื่องบินตกในภาพยนตร์เรื่องนี้ และภาพยนตร์เรื่องต่อมาของเขาคือเรื่อง Bushwacked เรื่อง The American President และผลงานของ จอห์น วู เรื่อง Broken Arrow
ริชาร์ดสันเป็นผู้นำทางด้านสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟคในทุกรูปแบบร่วมทั้ง ด้านเครื่องกล ด้านวัตถุ ด้านดอกไม้ไฟและวัตถุระเบิด รวมทั้ง โมเดล เอฟเฟคอีกด้วย เขายังได้กำกับการแสดงหลายโมเดล และแอ็คชั่นรวมทั้งยูนิตที่สองและเป็นช่างเทคนิคที่มีความสามารถ ในหลายปีที่ผ่านมาริชาร์ดสันรับหน้าที่ดูแลทางด้านเอฟเฟคให้กับภาพยนตร์ของ เรนนี่ ฮาร์ลินเรื่อง Deep Blue Sea และดูแลงานด้านโมเดลให้กับภาพยนตร์เรื่อง The World is Not Enough และผลงานของ เบรตต์ แรทเนอร์เรื่อง Family Man เมื่อไม่นานมานี้เขายังได้ถ่ายทำฉากโมเดลสำหรับเรื่อง Die Another Day ซึ่งเป็นเรื่องล่าสุดของภาพยนตร์ชุดเจมส์ บอนด์ อีกด้วย

DVD - รีวิว ดีวีดี

DVD - รีวิว ดีวีดี

Goblet of Fire DVD

WB’s Home Video ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการว่า ดีวีดีของ Harry Potter and the Goblet of Fire จะวางจำหน่ายในวันอังคารที่ 7 มีนาคม 2549 โดยดีวีดีจะมีออกมาวางจำหน่าย 3 แบบด้วยกัน

– A single-disc version
แบบแรกเป็นแบบที่มีแผ่นดีวีดีที่บรรจุหนังเพียงแผ่นเดียว โดยจะมีให้เลือกทั้งแบบ widescreen และ fullscreen

– A two-disc special
แบบที่สองจะมีดีวีดี 2 แผ่นด้วยกัน โดยหน้าจอจะเป็นแบบ widescreen แบบเดียวเท่านั้น ในแผ่นแรกจะเป็นแผ่นหนังและแผ่นที่สองจะเป็น Special Features และแบบนี้จะบรรจุอยู่ในแพคเกจพิเศษที่ทำด้วยกระดาษฟรอยสีเงิน

– 8-disc Harry Potter Years 1-4 box set
แบบที่สามนี้จะเป็นบ็อกเซตที่บรรจุแผ่นดีวีดีตั้งแต่ภาคแรกจนถึงภาคที่สี่ โดยแต่ละภาคจะมีดีวีดีสองแผ่น ซึ่งรวมแล้วจะมีทั้งหมด 8 แผ่นด้วยกันค่ะ

 

Soundtrack - เพลงประกอบ

Soundtrack - เพลงประกอบ

วางจำหน่าย : 15 พฤศจิกายน 2005
ประพันธ์โดย : Patrick Doyle , Jarvis Cocker
นำวงดนตรีโดย : Stuart Cassells

รายชื่อเพลง :

1. Story Continues
2. Frank Dies
3. Quidditch World Cup
4. Dark Mark Listen
5. Foreign Visitors Arrive
6. Goblet of Fire
7. Rita Skeeter
8. Sirius Fire
9. Harry Sees Dragons
10. Golden Egg
11. Neville’s Waltz
12. Harry in Winter
13. Potter Waltz
14. Underwater Secrets
15. Black Lake
16. Hogwarts’ March
17. Maze
18. Voldemort
19. Death of Cedric
20. Another Year Ends

Trailer - ตัวอย่าง

Trailer - ตัวอย่าง

Box Office & Awards - รายได้ และรางวัลต่างๆ

Box Office & Awards - รายได้ และรางวัลต่างๆ

กำหนดการถ่ายทำ : 4 พฤษภาคม 2004
กำหนดวันออกฉาย : 18 พฤศจิกายน 2548
กำหนดวันออกฉายในประเทศไทย : 17 พฤศจิกายน 2548
ความยาวของหนัง : 157 นาที

เงินลงทุน : 150 ล้านเหรียญ
รายได้รวมทั่วโลก : 887.1 ล้านเหรียญ (รายได้ยังไม่สิ้นสุด)
รายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกในอเมริกา : 102,335,066 ล้านเหรียญ
รายได้เปิดตัวสัปดาห์แรกในอังกฤษ : 14,933,901 ล้านปอนด์

BAFTA Awards (2005)

– ชนะรางวัลในสาขา Best Production Design (ออกแบบโปรดักชั่นยอดเยี่ยม)

Empire Awards, UK

– ได้รับรางวัลพิเศษ The “Harry Potter” films for outstanding contribution to British cinema.

Motion Picture Sound Editors, USA

– ชนะรางวัลในสาขา Best Sound Editing in Feature Film

About admin

Check Also

Harry Potter and the Prisoner of Azkaban

ภาพยนตร์ แฮร์รี …

Powered by themekiller.com anime4online.com animextoon.com apk4phone.com tengag.com moviekillers.com